คีตา-วาฑิต
ภูพิสิฐ
หอมธูปพรหม
เขียน

คืนนี้มันก็เงียบหงอยเหมือนคืนก่อนๆที่ผ่านไป
บ้านชานเมืองที่ผู้คนมักจะเข้านอกกันแต่หัวค่ำเช่นนี้เสมอ
ลมหนาวกรูเกรียวกันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้
ทำให้วาทิตต้องรีบขยับกระชับผ้าห่มแล้วขดตัวอยู่ภายใน
มันเหมือนกันกับทุกๆคืนอีกนั่นแหละที่เขาได้เสียงเกากีต้าร์
บางทีก็ตีคอร์ดแทรกผ่านมากับสายลมรัญจวนนั่น
ลมหนาวโบกมาแก้วตาพี่จากไป
เจ้าทิ้งพี่ให้นอนหนาว
ทำนองที่พลิ้วผ่านมาด้วยหีบเพลงปากไพเราะชวนหลงไหล
ทำให้วาฑิตตรองแล้วฮัมตามสำเนียงคุ้นหูนั้นอยู่เพียงลำพังภายในห้องนอนแคบที่ปิดไฟสนิทแล้ว
ใจจริงเขาอยากจะเปล่งเสียงร้องออกมาดังๆเสียเหลือเกิน
แต่ก็ทำได้เพียงแค่นึกเท่านั้นเอง
แม้ว่าสองสามวันมานี้อากาศค่อนข้างจะหนาวเหน็บก็เถอะ
แต่เสียงคีตศิลปเหล่านั้นทำให้วาทิตยอมรับฟังแต่โดยดี
แทนที่เขาจะดึงบานหน้าต่างเข้าหากันเพื่อสกัดกั้นลมหนาวซึ่งลอยมาพร้อมกับเสียงดนตรีกาล
เขาทำเช่นนั้นไม่ลงหรอก
เพราะมันก็เท่ากับว่าเป็นการตัดสัมพันธ์สุนทรียภาพทางอารมณ์
ซึ่งมันช่างโหดร้ายต่อจิตใจอ่อนโยนดวงนี้เสียเหลือเกิน
เจ้าวาทิตนี่มันก็บ้า
ห้ามไม่ให้กินข้าวสักสามวันก็ยังจะดีกว่าไปปิดเพลงที่มันกำลังฟังอยู่กระทันหัน
นึกถึงคำที่เพื่อนฝูงมันค่อนขอดทีไร
วาฑิตเองก็ยิ่งแน่ใจตัวเองว่าไม่มีความสุขใดๆจะมาเทียบการได้อยู่กับเสียงดนตรีอีกแล้ว
เขาเคยฝันที่จะเป็นนักร้องนักดนตรีสักวัน
ไม่แปลกใช่ไหมที่เขาจะคิดเพ้อเจ้อไปอย่างนั้น
ทุกคนในโลกนี้ก็ล้วนแต่มีความทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่เป็นโตกันแทบทั้งนั้น
วาทิตใคร่จะขอพรจากท้องฟ้า
จากดวงดาว
จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หรือจากอะไรๆก็ตามแต่ที่เด็กๆชอบขอ
หากเป็นได้ดั่งฝันเขาขอที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งกาลกลดนตรี
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกับขลุ่ยไม้ไผ่ข้างเตียง
.โถ
เจ้าขลุ่ยเอ๋ย
เจ้านี่ช่างกระจิ๊ดกระจ้อยร่อยน้อยราคาเสียนี่กระไร
เจ้ามาจากกอไม้ในป่า
เสียก็เบาระโหย
ไฉนจะยิ่งใหญ่ไปได้
น่าหัวเราสิ้นดี
ขลุ่ยน้อยถูกลูบคลำอยู่พักหนึ่ง
เขาก็เอามันมาจ่อที่ริมฝีปากพร้อมกับที่จะบรรเลงเป็นบทเพลงของคนช่างเหงา
แต่ก็ชะงักไว้ก่อน
.
เพราะเสียงเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือล่องลอยเข้ามาในช่วงนี้พอดี
มันเกิดจากีต้าร์ตัวเติมนั่นเอง
วาทิตยอมรับว่าชักจะเริ่มสนใจในบทเพลงประเภทนี้เข้าให้แล้ว
ดูเหมือนว่าผู้เล่นจะชำนิชำนาญเพลงแบบนี้เป็นพิเศษซะด้วยสิ
หากจะลองเงี่ยหูฟังให้ถนัดถนี่ก็จะได้ยินสำเนียงที่บ่งบอกถิ่นกำเนิดของผู้ร้องคลอจะแจ้ง
อ้ายคนจนจ่ำต้องทนปั่นรถถีบ
จะไปจีบอี่น้องคนงาม
ปอไปถึงอ้างก่อฟ่างเอิ้นถาม
อี่น้องคนงามกิ๋นข้าวแลงแล้วกา
วาฑิตทาบขลุ่ยลงกับอก
แล้วนอนฟังเพลินๆพร้อมทั้งจินตนาการกว้างไกลว่ามีส่วนร่วมกับบทเพลงนั้นด้วย
เวลาผ่านไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้
และแล้ววาฑิตก็ม่อยหลับไปจนได้อีกหนึ่งคืน
๒.
ถึงวันนี้แล้ววาฑิตเองก็ยังไม่เคยประสพพบหน้าเจ้าของเสียงเพลงในยามวิกาลเลยสักหนเดียว แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ หากมีโอกาสเข้าจริงๆเขาจะทำยังไงดีเล่า จริงอยู่ที่วาทิตค่อนข้างเหงาและไร้เพื่อน แต่ดูเหมือนว่าวาทิตจะผูกสัมพันธ์กับคนแปลกน้าได้ยากสักหน่อย เขาอยากจะมีเพื่อนที่ดีและรู้ใจไปซะทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรสนิยม
คิดดูเถอะหากยามเย็นแดดอ่อนจนถึงยามค่ำคืนที่แสนเหงาวาทิตได้ร้องเพลงที่คลั่งไคล้โดยมีใครสักคนร่วมเล่นดนตรีคลอไปด้วย
มันคงจะสุขน้อยอยู่ซะเมื่อไหร่
เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่นักดนตรีนิรนามคนนั้นได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเล็กๆหลังตรงกันข้าม
เขามีพี่สาวที่มีลูกเป็นเด็กหญิงน้อยๆอีกคน
พ่อของเด็กนั่นมีอาชีพขับรถบรรทุกออกต่างจังหวัดซึ่งนานๆวาทิตถึงจะมีโอกาสได้เห็นเขาแวะเวียนมาที่นั่นสักหาหนึ่ง
แต่วาทิตกไม่เคยล่วงรู้ว่าหนุ่มเจ้าของเสียงกีต้าร์นั่นทำงานทำการอะไรที่ไหน
ครั้นเมื่อยามเช้าที่วาทิตออกจากบ้านเพื่อไปเรียนหนังสือมันก็เป็นเวลาทีสายเกินไปสำหรับพบหน้าเขาเสียแล้ว
ยามค่ำคืนที่พอจะลอบมองเห็นกันได้บ้าง
ก็พลอยถูกบังอำพรางไปด้วยเถาพวงชมพูที่เลื้อยระโยงระย้าอยู่หน้าบ้านของเขา
ซ้าหลอดไฟขนาดไม่เกินยี่สิบห้าแรงเทียนที่ห้อยอยู่ตรงนั้นก็หาได้ทำให้ภาพที่วาทิตเห็นแจ่มขึ้นเลย
แม้แต่เงาเพียงตะคุ่มๆ
กับเสียงดนตรีที่ขับขานผ่านมาก็สามารถทำให้วาทิตอบอุ่นใจ
ทั้งยังยอมรับเขาเป็น เพื่อนไปเสียแล้วในห้วงจินตนาการ
คืนเดือนมืดที่เกลื่อนไปด้วยแสงดาว
งามระยับดุจกากเพชรที่โรยรายบนผืนกำมะหยี่สีดำ
วาทิตทอดร่างอยู่ตรงขอบหน้าต่างห้องนอน
ลมหนาวกระพือวูบๆพลอยให้ขนลุกเกรียว
แต่แจ็คเก็ทที่เขาสวมอยู่ก็พอจะประทังไปได้บ้างพอสมควร
แม่คงจะหลับไปตั้งนานแล้วกระมัง
ห้องของแกก็อยู่กันคนละด้าน
วาทิตหวังว่าแกคงจะไม่ตื่นขึ้นมาเอ็ดตะโรหรอกนะ
ว่าทำไมเหลวไหนนอนดึกดื่นอีกแล้ว
ทั้งๆที่พรุ่งนี้ก็มิใช่วันหยุดแต่ประการใดเลย
มันเป็นการพยายามอีกครั้งเพื่อรู้หน้าค่าตาของผู้ที่เขาแอบชื่นชมอยู่เงียบๆอย่างเนืองนิจ
แล้วสิ่งเผ้ารอมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านไป
รำพึงรำพันฝันรักรักเอยใฝ่หา
.
ยังจำติดตาชวนปลื้มฉันลืมไม่ลง
เป็นรอยพิศวาทปักใจมั่นคง
ฝังใจพะวงหลงรอคอย
วาทิตนึกถึงคำร้องของเพลง
ดวงใจในฝัน
ที่ชายหนุ่มข้างบ้านเล่นขึ้นด้วยหีบเพลงปากประสานกับการตีคอร์ด
ใช่แล้วซิ
เพลงโปรดเพลงนี้วาทิตก็เป่าขลุยได้คล่องไม่แพ้กัน
คิดดังนั้นเขาก็คว้าเครื่องดนตรีชิ้นเล็กนั่นมาถือในลักษณะที่พร้อมบรรเลง
อาวรณ์ใจครวญหวนคิด
คิดจนพร่ำเพ้อ
พาใจละเมอหมองหม่นคิดจนเลื่อนลอย
ยามนอนถอนสะอื้นตื่นตาแลคอย
คิดจนดาวลอยคล้อยเมฆา
เมื่อฝ่ายนั้นเล่นผ่านไปสองท่อน
วาทิตก็เป่าขลุ่ยล้อในบันไดเสียงเดียวกันเป็นทำนองของท่อนต่อไปโดยทันที
ฝันกอดเชยชมภิรมย์รื่นแช่มชื่นตื่นผวา
จนใจไม่มีใครเมตตา
เพียงนิทรา
นิจจานึกว่าสุขเอย
.
เหมือนดังจะได้ใจ
ด้วยว่าฝ่ายนั้นหยุดเล่นทำนองแต่ยังคงดำเนินเสียงประสานคลอไม่หยุด
วาทิตก็เลยว่าเอาท่อนสุดท้ายเข้าไปอีก
กลางคืนมองจันทร์หรรษานิจจาอกฉันบางคืนขาดจันทร์เยือนหล้าน้ำตาหลั่งเคย
ลมเอยพริ้วยังแผ่วไม่มีแววเลย
เหงาใจจริงเอยหลงเชยแต่เงา
ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะรับรู้ในความเป็นไปแล้ว
เขาชะงักงันไปชั่วขณะก่อนที่จะเล่นเพลงเดิมย้อนใหม่ตั้งแต่ต้น
วาทิตเองก็คล้ายดังจะมีประสาทสัมผัสที่ตรงกัน
เขาเล่นขลุ่ยสลับกับหีบเพลงปากคนละวรรคตอนเป็นที่สนุกสนานเร้าใจ
ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเห็นจะเป็นความสุขแปลกๆ
สำหรับความเป็นเพื่อนที่มันกำลังก่อตัวขึ้น
ณ บัดนี้แล้ว
นายชื่ออะไรน่ะ
เราจะรู้จักกันได้มั้ย
วาทิตถาม
หลังจากที่เดินออกมาจากรั้วระแนงเตี้ยๆมายืนอยู่บนถนนโรยกรวด
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังลอดออกมาจากข้างๆเถาพวงชมพูอันรกเลื้อย
กีต้าร์ตัวเก่งยังคงอยู่ในมือ
คีตา
เขาพูดเรียบๆ
เสียงของเขาเนือยๆอย่างไรพิกล
นายใช่มั้ยที่เป่าขลุ่ยเมื่อตะกี้นี้
วาทิตพยักหน้ารับ
พลางมองดูคู่สนทนาอย่างตั้งใจให้สมกับที่รอมานาน
เขาเป็นหนุ่มลูกทุ่งขนานแท้ดูบึกบึน
ท่อนแขนที่จับคอกีต้าร์คู่ใจล่ำสันผิดจากนักดนตรีทั่วไป
แต่ใบหน้าที่ใสซื่อลบล้างความแข็งกร้าวไปจนหมด
อย่างไรก็ดีสิ่งที่เห็นก็มิได้ทำให้ความคิดของวาทิตที่มีต่อเขาแต่แรกเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนไป
ไหนขลุ่ยของนายล่ะ
คีตาถามเมื่อเห็นวาทิตมาตัวเปล่าๆ
เราไม่ได้ถือมาหรอก
ว่าแล้วเขาก็ชวนให้คีตานั่งลงบนขอนไม้ริมทาง
นายเล่นเพลงเมื่อตะกี้นี้อีกซิ
เดี๋ยวเราจะร้องเอง
เราชอบมันมาก
แล้วนายล่ะชื่อไร
วาทิต
คีตาเริ่มกรีดนิ้วลงบนสายกีต้าร์อีกครั้ง
มันเป็นเพลงเดิมที่วาทิตโปรดปรานและร้องได้ไม่รู้จักเบื่อ
แล้วยิ่งวันนี้ด้วยแล้วยิ่งทำให้เขารักมันมากขึ้นจากเดิมอีกโขทีเดียว
สองหนุ่มร่วมกันสร้างความสุขจากเสียงเพลงเรียบๆง่ายๆบนถนนโรยกรวดและขอนไม้ริมทาง
ยิ่งดึกยิ่งหนาวเหน็บถึงทรวงใน
แต่ภายในใจของคนคู่นี้ประสานเป็นอณูเดียว
บรรยากาศรอบข้างกำลังอบอุ่นด้วยอายของความเป็น
เพื่อน
จากวันนี้และต่อๆไป
มันก็ยังคงอยู่
๓.
วาทิตเพิ่งจะรู้ว่าคีตาต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปทำงาน
งานของเขาคือใช้แรงงานเข็นรถผักในตลาดสดขายส่ง
ตอนเย็นถึงค่ำเขาก็จะต้องไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่อีก
เขาเคยบ่นอย่างชอกช้ำให้วาทิตฟังว่าคนจบแค่ปอสี่อย่างเขาจะทำอะไรที่มันดีกว่านี้
นอกจากเปรียบมวยตามงานวัดหรือสนามอื่นๆ
เพื่อที่จะได้มาซึ่งเงินทอง
นายควรจะเลิกชกมวยซะเถอะ
เจ็บตัวเปล่าๆ
สงสารพี่สาวนายนะ
แกนั่งร้องไห้ทุกครั้งเลยที่เห็นนายบอบช้ำอย่างเนี้ย
วาทิตเสนอหลังจากที่วันหนึ่งคีตาต้องโดน
หิ้วปีกลงจากสังเวียนมวย
ในสภาพสะบักสะบอม
เลิกชกแล้วจะกินอะไรกันเข้าไปล่ะ..
คีตาย้อน
แววตาของนักต่อสู้แสดงความขมขื่นในชีวิต
วาทิตเงียบกริบ
ซึ่งมันก็แน่ล่ะ
เพราะเขาไม่สามารถหาประโยคใดๆมาตอบคำถามนั้นให้สวยหรูได้
จนปัญญาที่จะให้ข้อคิดเห็นอื่นใด
นอกจากความเป็นเพื่อนแท้ที่วาทิตมอบให้แล้วเขายังมองไม่เห็นหนทางช่วยเหลือ
เพราะวาทิตเองก็อยู่ในฐานะที่ต้องช่วยตัวเองเช่นกัน
ในที่สุดวาทิตก็ต้องประคองคีตากลับบ้านมาพักฟื้นอยู่หลายวัน
นายร้องเพลงพวกนี้ดูมั่งมั้ย
คีตาว่าในขณะที่เปิดสมุดจดเนื้อร้องเก่าๆค่อนข้างจะรุ่งริ่ง
นัยตาของเขาเขียวช้ำปูดโปนจนน่าสงสารพอๆกับน่าขบขัน
พลางก็คว้ากีต้าร์คู่ใจขึ้นมาขยับๆ
นอกจากคำเมืองที่วาทิตเรียนรู้โดยการคลุกคลีกับคีตามาพอสมควร
บทเพลงของจรัล มโนเพ็ชรก็เป็นอีกอย่างที่เขาได้รับการถ่ายทอดเป็นผลพลอยได้
ความรักความเข้าใจระหว่างคนสองคนดำเนินไปอย่างแนบแน่นเพราะมีเสียงดนตรีเป็นตัวประสาน
ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนว่าไมตรีจะฝังลึกเข้าไปทุกที
คีตานับว่าเป็นคนแรกที่สอนให้วาทิตรู้จักกับเพลง
The Way We Were และ Just
The Way You Are
มากพอๆกับ
ลาวดวงเดือน หรือ เขมรไทรโยค
แม้แต่ฉันทนาที่รักหรือปูไข่ไก่หลงนั่นวาทิตก็ร้องเป็นเพระคีตาแท้ๆเทียว
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าความเป็นศิลปินอันอ่อนโยนเช่นนี้จะมีอยู่ในภายในตัวของนักมวยผู้ทรหด
หรือกรรมกรแบกหามผู้แกร่งกร้าวอย่างคีตาคนนี้ได้
ภูมิใจกับคนที่ร้องเพลงได้ดีๆอย่างนายนะวาทิต
เราชอบเล่นดนตรีแต่เรื่องร้องยังไม่เข้าขั้น
เมื่อได้มาพบกับนายเรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้น
จริงๆนะ
คีตาเอ่ยด้วยความจริงใจในวันหนึ่งที่เขาได้ร่วมเล่นเพลงด้วยกัน
๔.
วาทิต คีตาขานเรียกคู่หู ในขณะที่อีกฝ่ายนอนหนุนกลางลำตัวของเขา ในคืนที่ค่อนข้างจะตึงเครียด
หือ
วาทิตยังคงหลับตาสีหน้าเหมือนใช้ความคิด
นายกำลังคิดอะไร
คิดถึงวันวาน
ถ้อยคำนี้มันสะเทือนใจยิ่งนัก
ด้วยผู้พูดรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น
นายเป็นอะไรไหน่ะ
คีตาถามอย่างกังวล
ชันคอขึ้นมองดูเพื่อนรักซึ่งขณะนี้เปลี่ยนมาเป็นนอนคว่ำ
สองแขนโอบกระชับอยู่โดยรอบกายกำยำของเขา
แม้ใบหน้าของวาทิตจะซุกซ่อนอยู่ตรงหน้าท้อง
แต่เขาก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่หลั่งจากดวงตา
ไม่รู้สิ
เราก็ไม่รู้จริงๆ
รู้เพียงแต่ว่าอยู่กับนายแล้วมีความสุข
ไม่อยากให้ต้องถึงวันจากกัน
เราก็เหมือนกัน
เสียงคีตาเบาจนเกือบไม่ได้ยิน
แต่มือหยาบๆที่ลูบโลมเรือนผมทำให้วาทิตกำซาบทรวง
ไม่เอาน่า
ลูกผู้ชายต้องไม่อ่อนแอนะ
คีตาปลอบทั้งๆที่ตนเองก็เต็มกลั้นอยู่เหมือนกัน
แล้วนี่นายจะย้ายเข้ากรุงเทพเมื่อไร
พรุ่งนี้
ดูเหมือนคำนี้มันไม่ค่อยอยากออกจากปากนัก
ทำไม
ไม่รู้
แต่ว่าต้องไป
น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของวาทิตคล้ายกับจะประชดตัวเอง
นายรู้สึกกับเราอย่างไร
คีตาถามตรงๆ
รัก
คีตายันกายขึ้นนั่งแล้วจับไหล่วาทิตให้เผชิญหน้าซึ่งกันและกัน
แม้ไฟภายในห้องนี้จะดับสนิทแต่แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องกระจกทำให้แลเห็นดวงหน้ามันอาบไปด้วยน้ำตาทั้งคู่
เราก็รักนายเหลือเกินวาทิต
คีตาพูดพร้อมโผเข้าหารัดด้วยแขนทั้งสองข้าง
ใบหน้าซบอยู่ตรงไหล่กันและกัน
ทั้งสองแน่นิ่งเนิ่นนานเหมือนกระหายอายอุ่น
นายคือเพื่อนที่ดีสำหรับเรารู้มั้ย
ไปแล้วติดต่อกันมาบ้างนะ
วาทิตพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว
เขาได้แต่พยักหน้ารับหงึกๆจนตัวโยน
แขนแกร่งทั้งสี่ข้างโอบรัดกันอยู่อย่างนั้น
นานจนดูเหมือนกับว่ามันจะไม่มีวันสิ้นสุด
๕.
อย่าลืมกันเสียล่ะวาทิต แวะมาเยี่ยมเยียนกับบ้างนะ
คำปอง
พี่สาวของคีตาสั่งเสียตอนที่วาทิตเข้าไปลา
โดยมีคีตายืนจูงหลานสาวอยู่ห่างๆ
เข่าช่างกักเก็บความรู้สึกได้ดีเหมือนน้ำแข็งที่ไม่มีทางกระฉอกออกนอกแก้ว
ซึ่งมันก็เป็นผลดีสำหรับวาทิตผู้อ่อนไหวพลอยเข้มแข็งไปด้วย
ผมไปล่ะนะ
สิ้นคำร่างของวาทิตก็กระโดดแผลวขึ้นไปบนรถกระบะเล็กที่ขนย้ายบ้าน
แม่นั่งอยู่ตอนหน้าหันมายิ้มลากับเพื่อนบ้านซึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีต
แต่ความเป็นเพื่อนระหว่างคีตาและวาทิตยังเป็นนิรันดร์
รถวิ่งออกห่างไปบนถนนโรยกรวดดังกรอบแกรบ
ดั่งเสียงหัวใจโดนขยำขยี้ไปกระนั้น
วาทิตมองเห็นร่างคีตา
คำปอง
และเด็กหญิงหางไกลออกไปทุกขณะ
จนกระทั่งรถเลี้ยวตรงหัวมุมภาพเหล่านั้นพลันดับวูบไป
วาทิตทรุดตัวลงกับกองสัมภาระในรถ
แดดที่ทองแสงอร่ามกลับทำให้เขาหนาวกระสันถึงอายอุ่นจากเพื่อนที่แสนดี
๖.
เกือบหนึ่งปีเต็มที่ผ่านพ้นไป
วาทิตไม่เคยได้รับข่าวคราวจากคีตาทั้งๆที่จดหมายไปก็ค่อนข้างถี่
บางฉบับก็ตีกลับมาพลอยสร้างความฉงนใจแก่เขาเป็นยิ่งนัก
กระทั่งวันหนึ่งวาทิตตัดสินใจหวนกลับมายังหมู่บ้านชานเมืองอีกครั้ง
เขามาด้วยตนเอง
แต่แล้วเขาก็ต้องมืดมนเหมือนคนขาดที่พึ่ง
โอ้ย
เขาย้ายไปตั้งนานแล้วมัง
หลังจากที่หนูย้ายไปไม่นานหรอก
ป้าแก่ๆอดีตเพื่อนบ้านเล่า
ผัวแม่คำปองเค้ารถคว่ำตาย
แล้วยังไงป้าเองก็ไม่รู้มากหรอกนะ
เขาไม่ได้ฝากฝังอะไว้ด้วย
ป้าเองก็จนใจ
วาทิตพาร่างอันเซซวนหมดหวังกลับมายังเมืองหลวงอันวุ่นวาย
บนสะพานลอยที่คร่ำไปด้วยวณิพกและคนจร
ไม่มีใครสนใจชีวิตกันและกัน
สิ่งมีชีวิตที่เมืองกรุงแห่งนี้ช่างน่าสงสาร
ดูอย่างต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตามเกาะกลางถนนนั่นสิ
ช่างน่าเวทนาเสียนี่กระไร
ใบก็เปรอะไปด้วยฝุ่นและคราบน้ำมัน
เวลาจะแยงรากลงดินก็เจอะกับสิ่งโสโครกร้อยแปด
หรือไม่ก็เจอกับซีเมนต์แข็งโป๊กเข้าให้อีก
เสียงเพลงจากแอคคอเดียนที่ชายตาบอดผู้นั้นเล่นลอยมาเข้าหู
ทำให้วาทิตต้องหวนรำพึงอีกแล้ว
เขาคงมิได้บรรเลงเพื่อหาเพื่อนอย่างที่วาทิตเคยทำหรอก
แต่เขาทำเพื่อสร้างความเวทนาจากผู้สัญจรไปมาต่างหาก
เพลง
ดวงใจในฝัน
และเพลงนี้อีกนั่นแหละที่วาทิตได้มีโอกาสได้ยินมาก่อนหน้านี้ไม่นาน
วันนั้น
มันถูกบรรเลงขึ้นภายในโรงแรมเลิศหรูมีระดับโดยนักดนตรีวงใหญ่
งานประกวดร้องเพลงที่ยิ่งใหญ่วันนั้นผู้ชนะเลิศได้ขับขานมันอย่างได้ความรู้สึกกินใจเหลือเกิน
ส่วนที่ได้ยินในตอนนี้
จากวณิพกผู้ต่ำต้อย
มันผิดแผกกันแค่บรรยากาศเท่านั้น
คุณค่าอันงดงามของท่วงทำนองอันบริสุทธิ์หาได้ลดน้อยถอยไปจากเดิมเลย
เครื่องดนตรีทุกชิ้นย่อมมีคุณค่าหากได้นักดนตรีที่เข้าใจและมีฝีมือ
มันจะประสานเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมเหมาะเจาะ
หากได้รับการเรียบเรียงสัดส่วนเหมาะสม
เฉกเช่นเดียวกับผู้คนในสังคม
จะอยู่อย่างมีสุขได้ย่อมต้องประกอบด้วย
คนดีเป็นหลักสำคัญ
คีตา
นายจะรู้หรือเปล่า
ว่าผู้ชนะเลิศ
ที่ร้องเพลงดวงใจในฝันในวันนั้น
ก็คือฉันนี่เอง
แค่อยากจะมีโอกาสบอกนาย
ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมันเป็นของนายโดยแท้
คีตา
เพื่อนรัก
เราได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งแล้ว
เราจะเดินมายังจุดนี้ไม่ได้เลยหากไม่มีนายผู้เคยเป็นคนให้กำลังใจมาโดยตลอด
วาทิตรำพันรำพังกับตนเองด้วยความรู้สึกเหี่ยวเฉา
ก่อนจะก้มหน้าเดินดุ่มต่อไปยังถนนสายยาวไกลข้างหน้า
๗.
จากวันนั้น จนถึงวันนี้ นานพอดู
เฮ้ยๆ
ไอ้บอย
เอ็งดูนั่นสิ
ใช่วาทิตไหมวะ
ไม่น่าเชื่อเลยเมื่อวานข้ายังไปนั่งดูเขาเล่นคอนเสิร์ทอยู่หยกๆ
แล้วไหงวันนี้เขานึกยังไงวะถึงได้มาดูพวกเราเต้นระบำโป๊อยู่ที่บาร์นี่
หนุ่มๆที่ได้ชื่อว่า
เด็กออฟ
ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นการใหญ่
เมื่อเห็นวาทิตผ่านบานประตูเข้านั่งยังหน้าเคาน์เตอร์
หวัดดีครับ
แหมไม่นึกเลยว่าวันนี้ทางคลับเราจะได้ต้อนรับคุณวาทิต
บาร์เทนเดอร์หนุ่มทักทาย
วาทิตยิ้มรับในสีหน้า
พลางก็เหลือบมองไปบนแท่นซึ่งมีหนุ่มๆเนื้อแน่นบิดร่างม้วนกายส่ายสะโพกโชว์ลวดลายหลายหลาก
ดึงดูดใจนักท่องราตรีซึ่งนั่งมองอยู่เนืองแน่นด้วยกามลีลาอันวิจิตร
ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องลงบนกล้ามเนื้อตระการตา
ความเหงา
และการค้นพบตัวเองในหนทางที่แท้จริง
พาให้วาทิตมาที่นี่เป็นครั้งแรก
แม้ว่าขณะนี้เขามิใช่นายวาทิตธรรมดาๆเช่นแต่ก่อน
นายวาทิตที่เคยนึกอยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจนึก
แต่เดี๋ยวนี้
แค่คิดอยากจะกินราดหน้าหรือข้าวแกงริมถนนก็เป็นต้องโดนพ่อค้าแม่ขายตามตอแยขอลายเซ็นเสียจนน่ารำคาญ
นี่แหละหนา
เขาจึงเรียกมันว่า
โลกมายา
เพราะความจริงวาทิตก็ยังคงเป็นวาทิตคนเก่า
ที่ไม่มีใจเปลี่ยนแปลงไปเลย
บรั่นดีของพี่ฮะ
บริกรหนุ่มยื่นแก้วมาข้างหน้านักร้องเสียงเสน่ห์ชื่อกระฉ่อน
สนคนไหนบอกผมได้นะครับพี่
วาทิตยังไม่สนใจใครคนไหนทั้งสิ้น
นอกจากจะชอบมองดูและปล่อยอารมณ์ลอยล่องไปเรื่อยเปื่อย
แต่ภาพที่เขาเห็นข้างหน้านั่นทำให้หัวใจของเขาสะดุดกึก
เขาคนที่มองเห็นเป็นหนุ่มร่างล่ำสันมีส่วนละม้ายใครสักคนที่เคยผ่านเข้าในแนวทางชีวิตของเขาเหลือเกิน
ร่างเกือบเปลือยนั้นกำลังโยกย้ายล้อแสงสีอย่างเร่าร้อนแต่อ่อนโยน
เผลอเพียงแว่บเดียว
หนุ่มผู้นั้นก็คลาดสายตาวาทิตไปอยู่เสียมุมไหนแล้วก้ไม่รู้
คีตา
วาทิตค่อนข้างจะมั่นใจในชื่อที่รำพันถึง
แต่ยังมีปมปริศนาอีกหลายจุดที่ยังทำให้เขาเกิดความไขว้เขว
รอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหางคิ้วจรดมุมปากฉุกให้วาทิตลองคิดทบทวนใหม่
อีกรอยสักที่แผ่นหลังนั่นก็ยิ่งย้ำความงุนงงให้งุ่นง่าน
เบอร์สิบเก้านั่นชื่ออะไร
วาทิตสะกิถามพนักงานที่เดินกันไขว่ๆ
อ๋อ
ชาลีครับ
เขาชื่อชาลี
เอ
แต่ว่าตอนนี้เขาหายไปไหนแล้ว
พี่สนใจหรือฮะเดี๋ยวผมจะไปเรียกมาให้
ไม่
ไม่ต้องหรอก
ชาลีเขานิสัยดีนะพี่
บริกรหนุ่มแนะ
เค๊าเป็าคนเก่าแก่ที่นี่
ใครๆก็รักเขาทั้งนั้นแม้แต่เจ้าของบาร์
แม้ว่าจะโดนแซวอยู่เสมอว่าเป็นปู่เขาก็ไม่เคยโกรธใคร
อารมณ์ดีเพราะชอบคลุกอยู่ก้บเสียงเพลง
วลีสุดท้ายทำให้หัวใจวาทิตกระตุกวืด
แต่ก็ยังคงซ่อนอารมณ์เอาไว้ภายใต้สีหน้าเฉยเมยแล้วยกบรั่นดีขึ้นจิบช้าๆ
ริมผีปากที่จิบเบียร์เย็นฉ่ำหรือค่อยๆละเลียดบรั่นดีของผู้คนที่นี่
ต่างก็ทำไปเพื่อ ฆ่าเวลาอันมีค่า
หรือไม่ก็ทำไปเพื่อมิให้เกิดความคิดว่าเสียผลประโยชน์ที่ได้เข้ามาเยือน
เพราะสินค้าที่แท้จริงของที่นี่ก็คือ
มนุษย์
หาได้เป็นเครื่องดื่มที่หยิบยื่นไม่
ถ้าจะคิดว่าการได้ลูบโลมสายตาบนร่างชายหนุ่มเป็นของแถมก็คงจะได้
แต่ไม่มีทางได้ลิ้มลองของสงวนเหล่านั้นอย่างเด็ดขาดหาไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าป่วยการ
สถานที่อย่างนี้ไม่เคยมีความจริงใจ
ไม่มีความรัก
ความใคร่เท่านั้นที่บานสะพรั่งอยู่ที่นี่
ส่วนพวกเด็กๆก็ล้วนแต่พยายามยั่วยวนกวนกามา
ชมดชม้อยชายตาหาลูกค้าเช่การขายสินค้าประเภทอื่นๆ
๘.
บาร์ปิดแล้ว เสียงเพลงอึกทึกก็พลันดับสบายไปพร้อมกับเสียงผู้คน แขกเหรื่อที่เข้ามาใช้บริการต่างทยอยกันออกไปจนห้องๆนี้เกือบจะเป็นเช่นห้องโล่งๆที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด
ถ้าปราศจากซึ่งเสียงดนตรีและลีลาเย้ายวนของนักเต้นเสียแล้ว
อีกทั้งดวงไฟที่เพื่อมความสว่าง
มองดูแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเช่าร้างๆแห่งหนึ่งเท่านั้น
ยังไม่กลับหรือฮะพี่
ดึกแล้ว
หนุ่มน้อยนักเต้นกระแซะ
เดี๋ยวผมกลับไปเป็นเพื่อนด้วยเอามั้ย
ผมขอคิดอะไรเงียบๆสักพักนะ
วาทิตว่าแล้วทำเมิน
ก็เสียงหีบเพลงปากที่ล่องลอยมาพร้อมกับคอร์ดกีต้าร์นั่นไง
ทำให้วาทิตไม่สนอะไรอีกทั้งนั้น
เสียงนั้นมาจากด้านบนอาคารหลังนี้แน่นอน
และเพลงบทเก่านั้นมันทวงความรู้สึกวาทิตอย่างร้าวรอน
ใครเล่นกีต้าร์อยู่ข้างบนนั่นน่ะ
วาทิตถามหนุ่มคนเดิมที่ยังอ้อยสร้อยอยู่ไม่ห่าง
ชาลี
เขาเล่นเก่งนะพี่
เขาเล่นให้พวกเราฟังกันอยู่บ่อยๆ
อีกเพลงดวงใจในฝันเนี่ยเขาโปรดเป็นพิเศษ
เท่านั้นเองวาทิตจึงได้ดีดตัวลงจากเก้าอี้ทรงสูง
เดินเกือบวิ่งสู่ชั้นบนของอาคารที่ค่อนข้างจะมีแสงสลัว
ที่นั่นเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของเหล่าพนักงาน
วาทิตแหวกวงล้อมคนข้างๆจนประจัญหน้ากับผู้ให้เสียงดนตรีอย่างจัง
คีตา
เขาตะลึง คีตา
นายจริงนั่นแหละ
เสียงวาทิตสั่นพร่าจนแทบลนลาน
ไม่
ผมไม่ใช่
คุณคงจะจำคนผิดมัง
ฝ่ายนั้นชักเท้าออกห่างทันทีที่วาทิตเอื้อมมือไปแตะ
ทั้งพยายามเบนเบี่ยงใบหน้าให้หลุดจากแสงสว่าง
โปรดอย่างมายุ่งกะผม
คุณกับผมอยู่กันคนละฐานะ
ผมไม่รู้จักคุณ
โธ่
คีตา
วาทิตครางอย่างสะเทือนอารมณ์
ผู้ที่รายล้อมต่างมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างงงงัน
คีตา
นายไม่ต้องบอกเราหรอกนะ
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่มันผ่านไป
เราอยากได้ยินเพียงคำว่าเพื่อนจากปากนายเท่านั้น
คีตา
นายพูดกับเราสิ
คีตาหรือชาลีนิ่งเงียบเหมือนไม่ไหวติง
น้ำตาที่เริ่มรินออกมาคลอเบ้าจนเขาต้องซุกซ่อนใบหน้ามากกว่าเดิม
มือบีบคอกีต้าร์แน่น
พยายามระงับความรู้สึกอันรันทด
หากนายยังไม่แน่ใจนะ
นายจงเล่นเพลงเมื่อกี้อีกสักครั้งสิคีตา
แล้วเราจะเป็นคนร้องเอง
หากเรายังร้องเพลงด้วยกันได้
นั่นก็แสดงว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมใช่ไหม
เมื่อพูดจบแล้ววาทิตเองก็ยังไม่แน่ใจในตัวเอง
ว่ากำลังจะร้องเพลงหรือร้องไห้กันแน่
ห้วงบรรยากาศสงบนิ่งไปแว่บหนึ่ง
คีตาจึงได้ขยับตัว
สายแลเห็นเพื่อนรักในคราบศิลปินเพลงชื่อก้องนั่งก้มหน้าแน่นิ่ง
หยดน้ำจากดวงตาหล่นลงบนพื้นเป็นดวงๆ
คีตาเริ่มไล้นิ้วไปบนเส้นสายทั้งหกเส้นเป็นเพลงที่วาทิตต้องการอีกครั้ง
แต่ครั้นพอถึงช่วงส่งให้อีกฝ่ายพร้อมขับขานเสียงร้อง
เสียงกีต้าร์นั้นกลับหยุดลงพลัน
แหละแล้วทั้งสองก็มองหน้ากันและกัน
ก่อนจะโผเข้าสู่อ้อมอกซึ่งกันและกันอย่างแนบแน่น
คีตาเอ่ยขึ้นพร้อมกับสะอื้นอยู่ในอกลึก
ไม่ต้องร้องหรอกวาทิต
ร้องไห้เถอะ
ร้องให้มันสาแก่ใจ
เราเชื่อแล้วว่านายยังเป็นเพื่อนที่ดีคนเดิมของเรา
จบบริบูรณ์
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๐