มนต์การเวก ๒
นวนิยายขนาดสั้น
โดย ภูพิสิฐ
หอมธูปพรหม

บ้านเช่าผุๆหลังที่แบ่งฝากั้นห้องจนน่าอึดอัด
หลังที่เจ้าของไม่เคยใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ
นอกจากการเก็บค่าเช่าอย่างเที่ยงตรง
มุมอับๆตรงที่ผมเรียกมันว่า
ที่ซุกหัวนอน
วันนี้มีเพื่อนใหม่รุ่นน้องชื่อ
ส่องหล้า
จะมา
ซุกด้วยคน
ยอมรับว่ารูปร่างของเจ้าเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดคนนี้ไม่เลวเลยในสายตาของผม
อกผายไหล่กว้าง
กล้ามเนื้อสวยแบบนักกีฬา
ถ้าวันนี้อากาศดีกว่านี้สักนิด
เขาคงจะต้องขายดีเป็น เทน้ำ
แน่
ไอ้โทนเพื่อนผมมันว่า
หุ่นนักบาสอย่างผมน่าจะลองขายดู
มันชวนมา
ผมก็เลยโอเค
เขาคงจะสังเกตุเห็นผมจ้องมองเลยโอ้อวดขึ้นมาอย่างซื่อๆ
พลางก็เกร็งลำแขนให้โป่งนูนแบบนักกล้ามอาชีพ
ผิวเนื้อนั้นเนียละเอียดจนน่าอิจฉา
ถ้าง่วงก็นอนก่อน
พี่จะออกไปสูบบุหรี่ที่ท่าน้ำสักมวน
ผมเอ่ยขึ้นหลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามานุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียว
ทิ้งผมไว้คนเดียว
อย่างงี้ไม่กลัวยกเค๊าไปหมดเหรอ
เขาสัพยอกด้วยสายตาเป็นประกาย
ถ้าคิดว่าเอาของในห้องนี้ไปแล้วคุ้มก็เชิญเถอะ
ผมท้าพร้อมกับผายมือให้เขากวาดสายตาไปทั่วๆมุมห้องอันอึดอัดคับแคบ
ที่ไม่เห็นจะมีอะไรเตะตาพวกมิจฉาชีพสักชิ้นเดียว
ก่อนจะปลีกตัวออกมาพร้อมกับซองบุหรี่และไม้ขีด
ชานระเบียงริมน้ำโย้เย้ขาดการดูแลรักษา
ผมทอดสายตาออกไปยังเวิ้งน้ำข้างหน้านั่น
เดี๋ยวนี้ลำคลองไม่เหงาเหมือนก่อน
เพราะมีเรือโดยสารหางยาวแล่นผ่านไปมาพลอยให้น้ำกระเพื่อมได้บ้าง
ผมเคยคิดว่าลำคลองแห่งนี้จะมีค่าเพียงทางระบายน้ำของคนกรุงไปเสียแล้ว
น้ำขุ่นข้นดำปี๋ส่งกลิ่นฉมๆยามเมื่อลมกระพือผ่านเป็นระลอก
กากมูลของเหลือใช้ลอยฟ่องติดตาเป็นเรื่องธรรมดาจนไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีผู้ว่า
กทม.
คนที่ชื่อมหาจำลองมาเป็นผู้ริเริ่มบำบัดปัดเป่า
ผมอัดควันพิษเข้าไปจนเต็มปอดแล้วพ่นออกมาพร้อมกับเสียงทอดถอน
ก็เจ้าบุหรี่ที่คีบอยู่ในมือนี้ไงเล่า
ใครๆต่างก็ตระหนักกันดีเสมอว่ามันร้ายกาจสักเพียงไหน
รู้ทั้งรู้
แต่ก็ยังอยากสูบ
มันไม่มีเหตุผลสำหรับตัวเอง
ว่าทำไม
ตราบใดที่สัจจะไม่มีในหมู่โจร
ตราบนั้นเหตุผลของคนสูบบุหรี่ก็ยังไม่มีเช่นเดียวกัน
และบางครั้งก็น่าจะมาคิดว่า
ทำไมคนถึงต้องเป็นโจร
ทำไมต้องเป็นคนไม่ดี
ทั้งๆที่การเป็นคนดีใครๆก็ยกย่องเทิดทูน
ผมว่ามันก็เหมือนกับการสูบบุหรี่นี่แหละ
ตราบใดที่ยังมีโรงงานผลิตก็คงจะไม่ง่ายที่จะรณรงค์ให้คนเลิกสูบ
นั่นคลองอะไรน่ะพี่เวก
เสียงส่องหล้า
ทำให้ผมเหลียวไป
เขายืนอยู่ตรงกอต้นกล้วยท่าทางสนเท่ห์
คลองแสนแสบ
ส่องหล้าหัวเราะคึกครื้นอย่างขี้เล่น
พลางก็เดินมานั่งใกล้ๆกับผมในศาลาริมน้ำผุๆ
ถือวิสาสะคว้าซองบุหรี่ในมือพร้อมทั้งไม้ขีดไปจุดสูบอย่างสบายใจ
ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างร่าเริงตามวัยของเขา
คลองนี้น่ะเหรอ
ที่อ้ายขวัญกะอีเรียมลงไปแหวกว่ายพรอดรักกันในนิยายน่ะ
ใช่
นี่คือหนึ่งตัวอย่าง
ที่จะบอกให้รู้ว่าการที่เรามีสิ่งดีๆอยู่ในมือ
แต่ไม่รู้จักใช้หรือใช้อย่างไม่ถนอมรักษา
มันก็จะไม่แคล้วเป็นอย่างคลองแสนแสบนี่แหละ
จำไว้
ถ้าเป็นคนดี
แล้วเราจะดีไปเพื่อใคร
เขาฉลาดพอที่โยงเข้าหาตัวเอง
เปลี่ยนมาแสดงความน้อยใจอีกครั้ง
อย่างน้อยๆ
ก็เพื่อตัวเราเอง
ผมตอบอย่างเข้มแข็ง หน้าไหนมันจะมาว่ายังไงก็ช่างหัวมันประไร
พี่นี่กำลังจะหมายความว่าผมเลวงั้นสิ
เขาทำร้อนตัวขึ้นมาเอง
เขาแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างแจ่มแจ้ง
หยาดน้ำตาบริสุทธิ์หยาดย้อยลงมาอาบใบหน้าต้องกับแสงสะท้อนเป็นมันวับ
ส่องหล้ารีบกลบเกลื่อนโดยการเบือนหน้าหนีพลางใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ
ผมไม่คิดว่าภาพนั้นมันจะทำให้ผมเกิดความสะเทือนใจและคล้อยตามความรู้สึกนี้ได้
เราตกอยู่ในความเงียบงัน
แสงสีทองจากฟากฟ้าด้านทิศตะวันออกโผล่แพรมขึ้นมา
นั่นเป็นคำถามว่าเราจะเข้านอนกันได้หรือยัง
วันใหม่
แต่วิถีชีวิตก็ยังเก่าๆ
ไม่ว่าทุกยุกทุกสมัย
บรรพบุรุษมันสอนเสมอว่าต้องอดทน
ผมอยากจะย้อนถามท่านเหล่านั้นที่ล้มหายตายจากไปแล้ว
ว่าเราจะต้องทนและทนกันไปถึงไหน
เราโน้มตัวลงนอนเคียงกันเมื่อตอนฟ้าสาง
เสียงนกกระจอกจ้อกันอยู่บนหลังคา
ชาวบ้านชาวช่องห้องข้างๆก็ล้วนตื่นกันแล้ว
เวลาทำมาหากินเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เหนื่อยอีกแล้ว
เหนื่อยเพื่อใคร
สำหรับผมแล้วคงจะแค่เพื่อตัวเอง
และถ้าจะมีใครอื่นก็คงจะเป็นใครก็ได้หากความพอใจเรียกร้อง
ฟังนะ
ผมใช้เสียงสะกิดส่องหล้า
ซึ่งนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ข้างๆ
อาชีพที่หล้าทำอยู่
พี่เองก็เคยทำ
ถ้าคิดว่ามันเลวร้าย
พี่เองก็ไอ้สารเลวมาก่อน
ถ้าเราจะคิดว่ามันได้ผ่านไปแล้วด้วยความจำเป็นหรือจำใจก็ปล่อยให้มันผ่านไปแล้วลืมมันเสีย
สำหรับเด็กหนุ่มหน้าตาดีๆอย่างหล้า
พี่ว่าไม่น่ายากที่จะหาทางออกที่มันดีกว่านี้
ผมก็บอกแล้ว
ว่าจะให้ผมไปทำอะไรที่มันเลิศเลอกว่านี้
เขาพลิกหน้ามาพูดด้วยเสียงแข็งๆ
แล้วก็ไม่ใช่เพราะหน้าตาดีหรอกเหรอ
ที่ผมหรือแม้แต่พี่เองก็ต้องมาขายตัวน่ะ
ใช่สิ
เขาพูดถูก
จะว่าผมเข้าใจเขาดีเพราะเคยคิดเช่นนี้มาก่อนก็คงได้ ครั้งหนึ่ง
ผมเคยเอาศักดิ์ศรีออกมาเร่ขาย
ศักดิ์ศรีที่แดกเข้าไปไม่ได้นั่นแหละ
ขายตัว
ผมเคยขายตัว
ผมกำลังจะลืมมัน
จมมันให้ลึกลงสู่ก้นบึ้งของอดีต
และวันนี้
ผมมองหาโอกาส
มองหาจังหวะที่จะต้องแลกเอา ศักดิ์ศรี ของผมคืนกลับมาให้ได้
ศักดิ์ศรีที่ไม่มีตัวตน
แม้มันจะไม่มีทางทำให้ผมอิ่มท้อง
แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่ามันเป็นการเปิดฉากความภูมิใจของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่จะก้าวข้ามไปยืนหยัดอยู่ในวงสังคมอย่างผ่าเผย
รูปสมบัติที่เกิดมาพร้อมกับความแล้งแค้นและไร้ซึ่งการศึกษา
เคยทำให้ผมลื่นไถลลงสู่ห้วงเหวที่ชุ่มฉ่ำด้วยตัณหาราคะโดยมีเงินตราเป็นตัวนำทาง
ตอนนั้นผมรู้สึกเป็น ดอกไม้ ที่ถูกรุมล้อมด้วยมวลแมลง
ผมฝันเห็นผีเสื้อปีกสวยหลายตัวบินลงมาที่ผม
ผมปลาบปลื้มกับเจ้าตัวสีทองและสีเงินเป็นนักหนา
แต่เมื่อเวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า
ผมจึงได้รู้ว่า
มันคือภาพลวงตา
ผีเสื้อปีกสวยแท้จริงมันคือแมลงวันที่เข้ามาโลมเลียและวางไข่ไว้
ผมกำลังจะเป็นหนอน
ผมขยะแขยงตัวเอง
ผมเกลียดความรูปหล่อของตัวเอง
ผมกำลังอยากจะก้าวขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้ากับคนทั่วไป
แต่เหวที่ผมเคยตกลงมามันลึกเหลือเกิน
อย่างไรก็ตามผมก็กำลังปีนป่ายจนสุดแรงอยู่แล้ว
ผมไม่บังอาจ
ผมไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนทางเดินให้ผู้อื่น
แค่อยากจะหาทางออกให้แก่เพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยความจริงใจ
และผมก็ไม่หวังที่จะกระทำตนเป็น
พ่อพระ
ของใครทั้งสิ้น
ทางเข้ามาสู่แดนมธุรสตัณหา
ดูเหมือนจะหาง่ายโดยไม่ต้องชี้แนะหรือสั่งสอน
ผิดกับ ทางออก นั้นทำไมช่างหายากหาเย็นเสียเหลือเกิน
หลับเถอะ
ผมจำได้ว่าผมพูดออกมาเป็นคำสุดท้าย
ก่อนที่จะผลอยหลับไป
ผมพาดแขนลงกับอกอุ่นๆของส่องหล้าซึ่งสะท้อนขึ้นลงตามแรงหายใจ
แปลกใจกับความอบอุ่นเป็นกันเองที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ความพอใจ เป็นสุข
ระหว่างคนเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในห้วงหนึ่งของอารมณ์
แม้มันจะมิได้ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที
แต่มันก็ได้ซึมซาบจนเป็ส่วนหนึ่งในพฤติกรรมของผมแล้ว
อย่างช่วยไม่ได้
เสียงจิ๊บๆ
จั๊บๆ
เป็นพันเป็นร้อยเหนือถนนสีลม
คล้ายกับเป็นสัญญาณบอกผู้ที่เกี่ยวข้องในย่านนี้ว่า
ความร่าเริงและความยุ่งเหยิงเริ่มขึ้นอีกครั้ง
มาบินกันอีกครั้ง
มาแขวนกายจับเจ่ากันอีกครั้ง
ถึงเวลา หากิน และเหนื่อยกันอีกแล้ว
กองคาราวาน สินค้าข้างถนน
เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชินตาคนเดินถนนซึ่งลืมไปเสียสนิทว่าพวกเขาเหล่านั้นน่ะเป็น
เจ้าของ พื้นที่ตัวจริง
รถเข็นที่ฝากไว้แต่คืนก่อนถูกนำออกมาอีกครั้งเป็นกิจวัตร
สัมภาระของบรรดาพ่อค้าแม่ขายก่ายก่องเกะกะอยู่ตามฟุตบาธ
ไม่ใช่ของแปลกสำหรับชาวสีลมอีกต่อไป
เขาเหล่านั้นจับจองพื้นที่ ทำมาหากินกันอย่างเป็นเป็นล่ำเป็นสัน
ทั้งแผงลอยมากหน้าและชาวประชาขวักไขว่
บางครั้งก็อลหม่านติดขัดพอๆกับยวดยานบนท้องถนนซึ่งมีให้ดูกันอยู่ทุกวัน
มันเป็นภาพที่เห็นกันจนชาชิน
ชินเสียจนพวกเร่ขายของต่างก็ลืมไปเสียสนิทว่าบาทวิถีแห่งนี้เขาสร้างไว้เพื่อการใดกันแน่
ซ้ำคนเดินเท้าเจ้าของสิทธิ์ตัวจริงก็พลอยลืมตัวลืมใจไปด้วย
เพราะการเดินชมสรรพสินค้าริมถนนนั้นมันเพลิดเพลินกว่าการช๊อปปิ้งในห้างเป็นไหนๆ
ฝนจะตกลงมาอีกมั้ยนะ
คืนนี้
ผมนึกหวาดเมื่อแหงนมองท้องฟ้าซึ่งสดใสดีอยู่
แต่จะมีใครรู้ว่ามันอาจจะเบ่นตลกเอาเมื่อใดก็ย่อมได้
อย่าได้ตกมานะโว้ย
ขืนลงมาอีก
มีหวังแห้งเหี่ยวไปอีกคืนแน่
ส่องหล้าสบถออกมาในขณะที่กำลังขะมักเขม้นช่วยผมจัดตั้งแผงขายเสื้อผ้า
ดูเขากุลีกุจอหยิบเสื้อหลายตัวขึ้นหนีบบนฉากโชว์
ฝนเป็นผลให้ข้าวของหลายอย่างเปียกแฉะและเสียหาย
แต่กับ สินค้าบางอย่าง
สินค้าที่มีลมหายใจอย่างส่องหล้ามันก็อาจเป็นสาเหตุให้
แห้งเหี่ยวได้
และดูเหมือนฝนจะเป็นอุปสรรคอย่างร้ายกาจกับ
การขาย ไม่ว่า
สินค้า จะเป็นชนิดไหนๆก็ตามที
คงไม่มี ลูกค้า
หน้าไหนยอมออกมาเดินซื้อของท่ามกลางสายฝนเป็นแน่
นอกเสียจากผู้ที่กระสันอยากจะได้
สินค้า จนเนื้อตัวสั่นเท่านั้น
โธ่
ไอ้นกอัปรีย์
เสือกขี้ลงมาได้
แม่ค้าแผงลอยข้างๆส่งเสียงแหว
เมื่อเจ้านกจากข้างบนมันปล่อยกากอาหารลงมาบนหัวยอย่างจัง
พวกแม่ค้าพ่อขายตามบาทวิถีต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาร้อยแปดพันประการ
เริ่มจากการจังจองเนื้อที่ที่มีจำกัด
อาจต้องมีการด่าทอกับบรรดาคู่แข่งบ้าง
หรือบางทีก็ต้องย้ายข้าวของสัมภาระกันจ้าละหวั่นเมื่อยามเจ้าหน้าที่เทศกิจเกิดเฮี้ยนขึ้นมาเป็นพักๆ
ตลอดจนการรับมือกับฤดูกาลที่ไม่เป็นใจอย่างฤดูฝน
นกซึ่งแขวนกายอยู่อย่างเหนียวแน่นาตาทกิ่งไม้ชายคาก็นับเป็นปัญหาอีกหนึ่งซึ่งต้องหาทางขับไล่มันไปให้พ้นๆวงรัศมีการค้า
ต่างคนต่างคิดค้นวิธี
กำจัด บ้างก็ใช้วิธีเขย่าโคนต้นไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย
หรือบางคนก็ลงทุนซื้อลูกโป่งสวรรค์สีสดใสผูกเชือกยาวๆลอยขึ้นไปไล่
ที่อ่อนอกอ่อนใจกับการขับไล่เนื่องจากมันมากันเป็นจำนวนมหาศาลก็ยอมแพ้แต่โดยดี
หันมาขึงหลังคาชั่วคราว
ซึ่งวิธีหวังนี้เห็นจะได้ผลคลุมครูอบมาถึงฤดูฝน
อันเป็นฤดูที่ คนกรุงไม่ใคร่จะอยาก ต้อนรับ
มีแต่จะหาทาง ขับสู้
กันเสียมากกว่า
หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น
เต็มไปด้วยผู้คน
บนหัวโค้งตลอดแนว ซุ้มการเวก ลมพัดแรงเกือบตลอดเวลา
จึงทำให้บริเวณนั้นบรรยากาศน่าเอนกายลงตรงม้ายาวสีขาว
ประชาชนที่ลานตาอยู่เนืองนิจปะปนกันไปหลายแบบและต่างจุดประสงค์กันไป
และหนึ่งในจุดประสงค์พิเศษ
คงจะเป็นเด็กหนุ่มๆอายุช่วงระหว่างสิบสี่สิบห้าถึงยี่สิบกว่าๆ
ที่ลุกๆนั่งๆรอคอยการมาของ ลูกค้า ซึ่งมีทั้งชาวต่างประเทศและในประเทศ
ราวกับจะเป็นที่รู้กันไปทั่วทุกมุมโลกว่าบริเวณนั้นเป็นจุดศูนย์รวมสินค้าสดๆใหม่ๆคาวๆจากทุกภาคของประเทศไทย
ว่าไงพวก
อาชีพใหม่สนุกดีอยู่หรือ
เสียงคุ้นเคยทักขึ้นอย่างไม่ค่อยจริงใจนัก
ชายหนุ่มหุ่นงามเหมือนนักเพาะกายที่ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าคือ
สินไหม เพื่อนรุ่นเดียวกันจากแดนอิสาน
แม้เราจะเคยสนิทกันมากในช่วงก่อนหน้านี้สักห้าถึงสิบปี
แต่วันนี้เขาคงเป็นแค่เพียง คนเคยรู้จักกับผมเท่านั้น
กลิ่นน้ำหอมชั้นดีโชยมาอ่อนๆกระทบปลายจมูกผมจนรู้สึกได้
เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มันสวมอยู่ทำให้แลดู
เจ้าสำอาง กว่าที่เคยเห็น
เรียวหนวดเข้มทำให้ใบหน้านั้นคมคาย
แต่ริ้วรอยของวัยซึ่งผุดขึ้นมาตาวาระทำให้ผมคิดไปว่า
บัดนี้มันมิใช่เจ้าสินไหมเด็กหนุ่มเจ้าเสน่ห์คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก
มันมิใช่คนที่เคย ขายดี แข่งกับผมเมื่อทศวรรษที่ผ่านไป
และแม้มันจะ ดูดี
ในส่วนทั่วๆไป
แต่ในสายตาของ ลูกค้านั้นเล่า
บัดนี้มันคงจะเหมือนสินค้าเก่าเก็บค้างปีที่รอการนำออกมาเลหลังไม่วันใดก็วันหนึ่ง
รูปโฉมโนมเนื้อที่ถึงแม้ว่าจะยังแข็งแกร่ง
แต่ก็ไม่มีความสดใหม่เหมือนเด็กหนุ่มรุ่นหลัง
ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเป็น คู่แข่งอย่างไม่มีโอกาสเลี่ยง
ไม่สนุกนัก
แต่ก็ต้องทนกันไป
กูมันโชคไม่ดีที่เกิดมาไม่รูปหล่อตลอดกาลเหมือนมึง
ช่างเถอะ
ทำงานหนักมันคงไม่ตายหรอกน่า
ผมประชดไปเรื่อย แล้วมึงล่ะไอ้สิน
หายหน้าไปเสียนาน
ใครรับเลี้ยงมึงอยู่เหรอ
ผมย้อนทักมันพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วร่างบึกบึนที่พราวไปด้วย
เฟอร์นิเจอร์ของมัน
สินไหมกระหยิ่มยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างภาคภูมิ
มึงเดาแม่นแล้วไอ้เพื่อนเกลอ
มันลดเสียงลงก่อนจะคุยต่อ
มึงจะเชื่อมั้ยวะไอ้เวก
ตอนนี้กูไปอยู่กะไอ้โจเซฟที่เยอรมันว่ะ
เสียงนั้นลดลงจนเกือบกระซิบ
แม่ง
รายฉิบหาย
บุญหล่นทับกูจนเคล็ดขัดยอกไปหมดแล้วเนี่ย
ผมพยักเพยิดไปตามเรื่อง
เชื่อซี
เพื่อนฝูงได้ดิบได้ดีทั้งคนทำไมจะไม่เชื่อเล่า
สมหวังแล้วสิมึงคราวนี้
เห็นใฝ่ฝันนักไม่ใช่หรือที่มีคนมารับเลี้ยง
ยินดีด้วยว่ะ
ผมีหยุดคิดนิดนึง
อ้าว
เดี๋ยวนี้มึงหากินข้ามชาติเชียวหรือวะไอ้สิน
แล้วไอ้หรั่งหัวขาวหัวแดงที่มึงคั่วอยู่ก่อนหน้านั้นล่ำมันไปไหนกันเสียหมด
รวมทั้งอีแม่ม่ายเถ้าแก่เนี้ยร้านทองที่หน้ามืดมาขอมึงแต่งงานล่ะ
โอ้ย
พวกนั้นมันของตาย
ดูมันมีความมั่นใจเสียหนักหนา
แต่รายไอ้โจเนี่ย
กูหวังจะเกาะไปเที่ยวข้ามทวีปกะเขามั่ง
เผอิญมันชอบกูมากก็เลยเอากะมัน
มึงรักเขาเรอะ
ผมยื่นคำถามธรรมดาๆ
แต่กลับทำให้มันนิ่งอึ้งไป
มันไม่ตอบ
เพราะคงจะคิดไม่ออกว่าคนเราจะอยู่ด้วยกันนั้นต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง
ในความคิดของคนที่ใช้ร่างกายเป็น
เดิมพัน อย่างเจ้าสินไหมหรืออีกลายคนในเส้นทางนี้
สิ่งที่จะใช้ต่อรองก็คือความใคร่ที่สะอกสะใจเท่านั้น
แต่ในความจริง
ความใคร่นั้นมันถึงใจสะใจก็เพียงแค่ฉาบฉวย
ตราบใดที่ยังมีสิ่งกระตุ้นให้อารมณ์เพริศแพร้ว
ความใคร่ก็ยังมีอยู่อย่างคึกคนอง
ถ้าความรักเหมือนน้ำหวานที่เข้มข้นไม่มีวันจืดจาง
ความใคร่ก็คงเหมือนน้ำโซดาที่มันซู่ซ่าเฉพาะตอนเปิดขวดเท่านั้นกระมัง
น้อยรายนักที่เกาะพวกฝรั่งไปเมืองนอกจะมีความรักเป็นเดิมพัน
ความฝันของไอ้หนุ่มลูกทุ่งจนๆทุกคนก็คืออยากได้มีโอกาสมา
ขุดทองที่กรุงเทพฯ
จากนั้นก็ฝันต่อไปอีกว่า
สักวันต้องไป ชุบตัวที่เมืองนอกเมืองนากับเขาบ้าง
ส่วนชาวต่างชาติก็หารู้ตัวไม่ว่าพวกเขาก็จะมีสภาพไม่ต่างจาก
ควาย ที่ไอ้หนุ่มลูกทุ่งมันขี่ข้ามคลองแวะไปคุยกับสาวบ้านโน้นบ้านนี้นั่นแหละ
แม้เจ้าสินไหมจะเปลี่ยนไปบ้างในบุคคลิก
แต่มันก็ยังคงเป็นเจ้าสินไหมคนเดิมที่ทั้งชีวิตมีความสุขกับการวาดฝันและภาพในห้วงฝันของมันดูเหมือนจะใช้เวลารอคอยนานแสนนาน
วัยสามสิบของมันคือวัยที่ควรจะเริ่มสร้างฐานะอย่างคนทั่วไป
แต่มันกลับจมปรักอยู่ในสังคมคนค้ากาม
ยังคงรอคอยเศรษฐีในฝันยื่นมือมาชุบเลี้ยงวันแล้ววันเล่า
มันทำตัวเองราวกับต้นไม้ในกระถางที่คอยคนมารถน้ำอยู่ตลอดเวลา
วิมานอากาศหลังนี้
อาจล่มสลายไปพร้อมกับสังขารของมันเอง
ถ้ามันยังขืนสร้างสวรรค์ด้วยเนื้อหนังมังสาต่อไป
สินไหมคงไม่คิดจะเริ่มทำงานหนักด้วย
ลำแข้ง เช่นคนธรรมดาสามัญ
มันคงจะพอใจที่จะ หาค่ำกินเช้า
ด้วย ลำกล้องที่พ่อแม่มันให้มาเพียงอันเดียวต่อไป
มิใช่ครั้งแรกของสินไหม
การฝันเฟื่องถึงเมืองนอกดูจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ความทะเยอทะยานอยากนั้นมิใช่เพียงหาความเลิศหรูใส่ตัวเท่านั้น
อีกด้านของจิตใจของมันยังเต็มไปด้วยความละโมบ
คิดเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยมีกามารมณ์เป็นใบเบิกทาง
และครั้งนี้ถึงมันจะไป
ชุบตัวเมืองนอกได้สำเร็จ
แต่ก็มิได้หมายความว่ามันหลุดพ้นจาเส้นทางสายเดิมๆอย่างเด็ดขาด
ตราบใดที่มมันยังหวังประโยชน์จากฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีความรักความพิศวาทให้แก่กัน
ไอ้เวก
มึงไปกับกูจะไม่มีคำว่าจน
ยิ่งหน้าตาหล่อๆอย่างมึงเนี่ยกูรับประกันได้เลย
ถ้าไม่รวยภายในสองสามเดือนกูจะยอมให้กระทืบซ้ำ
อยู่บ้านนอกคอกนามันจะได้ดีอะไร
หน้าตาอย่างมึงหรืออย่างกูเนี่ยมันต้องไปอยู่ที่กรุงเทพโว้ย
ถึงจะได้ราคา
แม้เราจะเหินห่างกันไป
แต่ผมก็ยังไม่เคยลืมว่าเจ้าสินไหมคนนี้แหละที่มันจูงมือผมเข้ากรุง
พวกเราเคยหนีความแล้งแค้นและความขัดสน
แต่สำหรับคนไร้การศึกษาอย่างพวกเรา
มันจะมี ตัวเลือกสักกี่ตัว
กรุงเทพฯ
คือมนต์เสน่ห์ที่ไอ้บ้านคอกนานอกหลงไหลกันนัก
ราคาของมนุษย์ด้วยโอกาสต้องผ่านการประเมินในตลาด
เนื้อสด โดยมีความพอใจของ
ลูกค้า
เป็นตาชั่งชั้นดี
ผมไม่รู้จะหาคำใดมาเรียกตัวเองจึงจะเหมาะไปกว่าคำว่า
โสเภณีตัวผู้ ผมละอายแก่ใจเหลือเกินเมื่อหวนคำนึงถึงพฤติกรรมที่ผ่านๆไป
ทุกคราที่ผมทอดร่างลงบนเตียงให้คนแปลกหน้าได้ละเลงกามกระทำรักอย่างเมามัน
ถ้าผมไม่นับลมหายใจที่ยังสูดเข้าออก
ผมคิดว่าในขณะนั้นผมสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเพื่อแลกกับเงิน
ผมสูญสิ้นความเป็น ผู้ชาย ไปทีละนิดละหน่อย
เงินตราที่พรั่งพรูลงมาบนร่างคาวโลกีย์
ไม่อาจจะเรียก ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายอันทรงเกียรติของผมคืนมาได้เลย
ที่หน้ากระจก
ผมเคยภาคภูมิใจในรูปโฉมที่เทพประทานมาให้
ผมเคยมีคุณสมบัติเหนือกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาแล้ว เพียงเก็กหน้าให้เก๋และเท่
เข้าห้องยิมบริหารร่างกายสักนิดหน่อย
ก็เพียงพอที่จะดึงดูด เหยื่อให้มาติดกับได้ไม่ยาก
แต่หน้ากระจกในวันนี้
มันได้บอกกับผมว่า
ถึงเวลาหยุดเสียที
วัยที่เริ่มเปลี่ยนไป
บอกได้ด้วยความหมายของมันเอง
ผมคงไม่เหมาะแก่การ บำบัดความใคร่สาธารณะอีกต่อไปแล้ว
ไม่จำเป็นที่ผมต้องทำตนให้หล่อเหลาเกินกว่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
การรักษาสุขภาพในทุกวันนี้ก็มิใช่เพื่อสร้างกับดักให้ใครมาติดบ่วงเสน่หาอีกต่อไป
สำหรับสินไหมหรือใครอื่นที่ยังเวียนว่ายในทะเลกามนั้นผมไม่รู้
ผมรู้แต่เพียงว่าวันนี้และเดี๋ยวนี้สินค้าของผมคือเสื้อผ้าและสิ่งของที่วางจำหน่ายอยู่บนแผงลอยข้างหน้านี้
รายได้แม้จะสู้กับแต่ก่อนไม่ได้
แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนทางที่ทำให้ผมพอจะมองเห็นเกียรติศักดิ์ของ
ลูกผู้ชาย ขึ้นมาลิบๆ
เฮ้ย
ไอ้เวก
มึงไม่สนที่จะมีรายได้ก้อนโตๆอย่างกูมั่งเรอะ
สินไหมกระขากความคิดผมให้กลับมาที่เดิม
ผมสั่นหัวดิก ม่ายหรอก
กูมันแก่แล้วว่ะ
ใครเขาจะเอากู
โธ่
ไอ้ห่า
ทำถล่มตัวไปด้าย
นี่มึงรู้มั้ย
เพราะกูหวังดีหรอกนะถึงมาหามึงถึงที่นี่
มานี่
กูจะบอกอะไรให้
ว่าแบ้วมันก็กระซิบลงใกล้ๆรูหูจนรู้สึกร้อนผ่าวด้วยความอุ่นจากปาก
มีพวกตัณหากลับกระเป๋าหนักๆไม่ต่ำกว่าสิบรายนะที่เขายังสนมึงอยู่
นี่น่ะเขาให้กูมาทาบทามมึง
ไอ้โง่เอ้ย
ราชรถมาเกยถึงฟุตบาธแล้วยังทำเป็นเล่นตัว
ทำเป็นไม่เคย
ใช่
กูเคย
แต่ตอนนี้กูก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
กูเลิกแล้ว
เชิญมึงไปคนเดียวเถอะไอ้สิน
ผมตัดบทกพร้อมใส่อารมณ์ร้อน
โธ่เอ้ย
ก็แค่ยอมเป็นผัวมันไปสักครั้งสองครั้งก็ขี้คร้านจะได้เงินมานอนกินไปตั้งเป็นเดือน
ไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งเป็นพ่อค้าขายของแบกะดินต๊อกต๋อยให้เทศกิจไล่จับอย่างงี้
หยุดเถอะ
ไอ้สิน
ถ้าไม่เห็นว่ามึงเป็นเพื่อนน่ะนะ
ป่านนี้กูถีบโครมไปแล้ว
ผมาชักมีอาการเลือดขึ้นหน้า
แต่พยายามสบบอารมณ์และวาจา ถามจริงเถอะว่ะ..นี่มึงได้ค่านายหน้าหรือผลประโยชน์อีกล่ะสิ
และเรื่องที่กูจะต้องวิ่งหนีเทศกิจน่ะมันเรื่องของกู
กูพอใจหารายได้ของกูอย่างงี้แล้วมันหนักกบาลใครบ้าง
ว่าแต่มึงเถอะ
ระวังจะวิ่งหนีตำรวจกองปราบไม่ทัน
เดี๋ยวนี้เขายิ่งออกกวาดล้างกันไม่เว้นแต่ละวันวะด้วยซี
ผมว่าพลางก็คิดถึงภาพตำรวจไล่จับ
เด็กขายน้ำ ไร้สังกัดแถวๆซุ้มการเวก
ราวกับพวกนั้นเป็นเช่นอาชญากร
หลายสิบคนต้องกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง
น่าเวทนาเสียยิ่งกว่าพวกหาบเร่แผงลอยถูกเทศกิจไล่กวาดเสียอีก
แต่ไม่ว่าการไล่จับแบบไหนๆ
เปรียบไปก็ไม่ต่างจากเด็กวิ่งไล่จับกัน
พอเหนื่อยก็เลิก
เหตุการณ์นี้มันเกิดเป็นพักๆ
ระยะหนึ่งๆแล้วก็ลืมๆกันไป
มันเป็นเรื่องชาชินทั้งผู้กระทำผิดและผู้รักษากฏหมาย
เป็นสิ่งซึ่งไม่อาจเลือนหายไปจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ได้เลย
เหมือนขยะที่กวาดเท่าไรก็มีคนทิ้งมากเท่านั้น
ดูๆไปก็เหมือนการ จับปูใส่กระด้งไม่ผิดเพี้ยน
ตอนพี่เลิกผมจะมาช่วยเก็บของนะ
ส่องหล้าบอกผมเมื่องหลังจากการจัดข้าวของเป็นที่เรียบร้อย
ขอบใจ
ผมตบไหล่เขาเบาๆเป็นเชิงอนุญาตให้เขาปลีกตัวไปยัง
แหล่งของเขา ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว
แสงจากอาคารห้างสรรกพสินค้าส่องสว่างชวนหลงไหลกว่าเมื่อช่วงบ่ายและเย็น
ส่องหล้าตอนนี้ก็เหมือนมดปลวกที่เริ่มงอกปีก
ระเริงร่ากับการโฉบฉิวเข้าไปยังดวงไฟสีสวย
เขายังไม่นึกพรั่นพรึงต่อคางคก จิ้งจก
หรือตุ๊กแกที่กำลังอ้าปากรองับเหยื่ออันโอชะอยู่ตรงดวงไฟเหล่านั้น และถึงแม้จะเป็นการถูกกิน ก็เป็นการโดนกินแบบสุขสมอารมณ์หมาย มิได้ถูกบังคับแต่ประการใดเลย เจ้าตัวที่ไม่โดนกัดกินก็อาจจะต้องพบกับอันตรายนานา
และในที่สุดปีกของมันก็หลุดออกจากตัว
กลายเป็นแมลงเดินดินธรรมดาๆตัวหนึ่งเท่านั้น
ผมเห็นเจ้าสินไหมมองตามไปจนลับร่างส่องหล้า
ตั้งแต่คบกับมันมาผมไม่เคยอ่านความคิดของเจ้าเพื่อนคนนี้ได้เที่ยงตรง
มันอาจจะนึกอิจฉาเด็กหนุ่มรุ่นน้องซึ่งอยู่ในวัยน่ารักน่าพิศวาทกว่า
หรือไม่
ก็อาจกำลังสวมวิญญาณพ่อค้าเนื้อสดที่กำลังวิเคราะห์เนื้อหนุ่มรุ่นกระทงที่กำลังน่า
ชำแหละและกอบโกยกำไร
มึงคิดจะทำอะไรกะเด็กมันอีกล่ะ
ผมว่าขณะอ่านสายตาของมัน
อย่าบอกนะ
ว่ามึงกำลังคิดตั้งตัวเป็นพ่อเล้า
เจริญนะมึงนะ
พูดยังกะหวงเด็กของมึง
หวังจะเก็บเอาไว้กินคนเดียวน่ะสิ
มันได้โอกาสสพประมาทเอาดื้อๆ
ไอ้หล้ามันไม่ใช่เด็กของกู
แต่มันจะเป็นเด็กของใครก็ได้ถ้ามีเงิน
ถึงแม้ตอนนี้มันจะอยู่ร่วมห้องกะกู
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะมีสิทธิไปส่งเสริมหรือขัดขวางทางชีวิตของมัน แล้วอันที่จริงน่ะนะ
เด็กมันก็ขายอยู่แถวนั้นอยู่แล้ว
มันคงพร้อมที่จะให้มึงปลุกปั้นอยู่แล้วล่ะมั้ง
เชิญมึงไปทาบทามกันเอาเอง อย่าให้เรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกับกู
พูดจบผมก็ปิดการสนทนากับเจ้าสินไหมด้วยการหันไปสนใจกับลูกค้าที่เข้ามาเวียนวนหยิบจับสินค้าซึ่งวางขาย ธุรกิจบนทางเท้าที่แม้จะลุ่มๆดอนๆไม่จีรังยั่งยืน
แต่อย่างน้อยมันก็มีโอกาสขยายตัวก้าวกไปข้างหน้าหากมีความอดทน
ไม่เหมือนธุรกิจบนเรือนร่างซึ่งแม้จะมีน้ำอดน้ำทนในการ ขาย
สักเพียงใด
ในที่สุดสิ่งที่เหลือก็คือร่างกายอันทรุดโทรมและหัวใจอันว่างเปล่า
ไม่มีแม้ความคิดที่จะสร้างงานอย่างอื่นเป็นชิ้นเป็นอัน วันึ่งพวกเขาก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากดอกไม้เหี่ยวๆเฉาๆซึ่งไม่มีผู้ใดปรารถนา
อย่าว่าแต่แจกันหยกที่จะรองรับเลย
แม้แต่แจกันดินเผ่าแตกๆก็ไม่อยากที่จะนำไปเสียบใส่ให้เสียเวลา