มนต์การเวก ๓
นวนิยายขนาดสั้น
โดย ภูพิสิฐ
หอมธูปพรหม

เย็นวันพุธ
ในร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ที่ไขว่ไปด้วยผู้คนหลากชนิด
แต่ชนิดที่มีไม่น้อยเห็นจะเป็นพวกที่นั่งแช่คลอกาแฟถ้วยเดียวเช่นผม
บ้างก็จดจ้องรอคอยการมาของใครสักคน
บ้างก็นั่งคุยสัพเพเหระละเลียดเครื่องดื่มราวกับเกรงว่ามันจะหมดเร็ว
มีกระทั่งแม้บางรายที่นั่งพลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างกระวนกระวาย
ความเคยชินบวกกับประสพการณ์ได้สอนให้ผมรู้ว่า
เขาเหล่านั้นต่างมาใช้บริการสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแค่บำบัดความกระหายหรือหิวเท่านั้น
แต่สิ่งที่เขารอคอยนั้นคือ เพื่อนคลายเหงา
และ
ลูกค้าขาจร
ทุกวันนี้ไม่ว่าสถานบริการแห่งไหนๆ
ดูเหมือนจะมีการจัดอาณาจักรสำหรับพวก
ขี้ยาเอาไว้ชัดแจ้ง
เขาเขียนไว้ว่าเขตปลอดบุหรี่
ทำให้ผมรู้สึกเหมือนนักสูบบุหรีตัวยงเช่นผมกำลังโดนบีบมาติดผนัง
สายตาหลายคู่ค้ายดังจะจับจ้องมาที่นี่อย่างเหยียดหยาม
สมน้ำหน้าแล้วล่ะที่เสือกทำตัวให้เป็นที่น่ารังเกียจแก่วงสังคม
ผมพ่นควันบุหรี่โขมงพร้อมกับทอดสายตาผ่านบานกระจกใสไปด้านนอก
การจราจรตรงสี่แยกศาลาแดงติดขัดและท้องถนนสีลมก็กรุ่นไปด้วยควันพิษนานา
แลดูเป็นเช่นภาพอมตะที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี
และนับวันก็จะยิ่ง อมตะยิ่งๆขึ้นไป
เถาการเวกที่ลามเลื้อยบนแนวโค้ง
มันทอดยอดเขียวๆที่เขรอะไปด้วยละอองฝุ่นมัวหมอง
ลมที่พัดตึงอยู่เกือบตลอดวันพลอยให้ก้านใบลู่ระนาบไปในแนวเดียวกัน
แต่มันก็ยังมีแก่ใจผลิดอกให้คนได้เชยชมไม่สิ้นสุด
และดูเหมือนว่าจะดกพราวไปทั่วเสียด้วย
มีทั้งดอกอ่อนดอกแก่เบียดเสียดทั้งที่โรยร่วงให้เหยียบย่ำอยู่บนพื้นก็มีออกกลาดเกลื่อนทุกวัน
เจ้าขบวนมดแดงที่เดินไปตามกิ่งก้านของการเวกก็เหมือนดังไม่เคยเหน็ดเหนื่อย
งานปกป้องดอกแสนสวยคงจะไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ
ตราบใดที่ยังมีร่มเงาให้พวกมันกได้พักพิงอิงแอบอยู่ที่นั่น
พูดยังกะหวงเด็กของมึง
หวังจะเก็บไว้กินคนเดียวน่ะสิ
ผมทบทวนคำสบประมาทของเจ้าสินไหม
พลางหวนนึกไปว่า
ผมคงจะไม่ต่างไปจากเจ้าเหล่ามดแดงพวกนี้นัก
ส่งหล้าคงจะเหมือนเจ้าดอกการเวกที่ไม่เคยถูกฝูงมดแดงกัดกินให้เสียหาย
มดแดงเป็นฝ่ายปกป้องคุ้มกันอยู่เพียงห่างๆ
มันเฝ้ามองดูการเจริญเติบโตจนถึงวาระแตกดับอย่างไม่มีทางช่วยเหลือ
อย่างมากมันก็ได้แต่เพียงลอบทำร้ายผู้ที่จะมาเด็ดดม
แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเห็นว่าเจ้ามดแดงเป็นฝ่ายชนะเสียที
แม้วันนี้จะปลอดแผงลอยเนื่องจากเป็นข้อขอร้องจากทาง
กทม.
แต่ก็ยังมีเห็นอยู่บ้างประปรายตามหลืบมุม
จะไปกล่าวโทษว่าพวกเทศกิจนั่นโหดร้ายก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมนัก
พวกที่ไม่รู้จักหน้าที่พลเมืองที่ดีมักจะมองเอาแต่มุมของตนด้านเดียวเสมอ
คำนึงเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักโดยไม่คิดที่จะเปิดโอกาสให้บ้านเมืองได้อยู่ในความเรียบร้อย
ผมเป็นคนซึ่งอยากจะเห็นกรุงเทพอยู่ในความหลับไหลบ้าง
แม้เพียงสักวันหนึ่งในสัปดาห์ก็ตามที
ทางเท้าในวันพุธจึงปลอดโปร่งโล่งสบาย
เป็น ทางเท้าอย่างสมจริงสมจังสักวัน
และแม้ว่าสินค้าบนทางเท้าจะหยุดกิจการกันในวันพุธ
แต่ สินค้า
ใต้ซุ้มการเวกก็ยังคงเปิดบริการต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุดและไม่จำกัดเวลา
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นเช้า
สาย บ่าย ค่ำ จบจนยามดึกดื่น
แดนมธุรสแห่งนี้ยังเบิกบานดุจดอกการเวกที่ผลิบานอยู่มิเว้นวาย
อย่างไรก็ตามกลิ่นอันรัญจวนใจของมันจะฟุ้งขจรไกลก็แต่เฉพาะยามตะวันลับฟ้าไปแล้วเท่านั้น
เก้าอี้ตัวข้างๆว่างเปล่า
ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ
ความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศซึ่งแตกต่างจากอากาศภายนอกมากมายทำให้ผมสะเทิ้นสั่นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เวลานี้ผมอยากจะย้อนนึกไปถึงเรื่องราวเก่าๆมากมายที่ผ่านเข้ามา
เรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สถานที่ตรงนี้ยังเป็นตึกทรงโบราณอันงามสง่า
ตึกยอดแหลมที่เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งที่ฝั่งกระโน้นยังเด่นเป็นสง่า
แม้จะมีตึกรูปทรงแปลกปลอมมากมายเสียดฟ้าขึ้นมาบดบังในวันนี้
ลานน้ำพุ
หน้าสวนลุมพินี
ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นดั่งเช่นเวทีชีวิตของผม
หากเปรียบเป็นเช่น ดารา
จะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า
ผมและอีกหลายคนเคยเกิดและเด่นดังมาจากที่ตรงนั้น
และแม้เวทีชีวิตในทุกวันนี้จะโยกย้ายมายัง
ซุ้มการเวก
หน้าห้าง
โรบิ้นแห่งนี้
มันก็ยังคงเป็นที่ที่กำเนิด ดาวดวงใหม่
ที่ที่พลิกผันชีวิตเด็กหนุ่มๆรุ่นหลังอีกมากมายหลายคน
แต่จะตกอับหรือเด่นดังนั้นก็แล้วแต่คุณภาพและโชคชะตาของมนุษย์ผู้ชายจะพึงมี
รวมถึงสันดานอันดั้งเดิมที่ไม่มีวันแก้ไขดัดแปลง
เก็บเงินได้สักก้อนกูก็จะเลิกมันแล้วไอ้อาชีพนี้
คำสัญญาแกนๆของเจ้าสินไหมผุดเข้ามากลางใจ
ฉุกให้ผมตรองว่าเงินก้อนที่มันหวังน่ะมันสักเท่าไรกัน
มันคงจะมากมายหลายร้อยล้านกระมัง
มันจึงใช้เวบาเก็บออมนานโขอยู่
นานจนผมเองก็ยังมองไม่เห็นวันสิ้นสุดของมันเสียที
มันคงจะลืมไปแม้แต่ชีวิตของตัวเอง
มองไม่เห็นทางตีบตันที่กำลังแฝงเร้นใกล้ตัวมาทุกขณะแล้ว
ผมเคยปลาบปลื้มยินดีกับน้องชายร่วมโลกอย่างส่องหล้า
เมื่อครั้งเขาเจอผู้อุปการะเป็นตัวเป็นตน
และฝากฝังเข้าทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
และแล้ววันหนึ่งผมก็ต้องกลับมาพบกับความรู้สึกเก่าๆ
ความรู้สึกที่ว่าพวกผู้ชายขายบริการไม่มีวันที่จะหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งนี้ได้พ้น
เพราะพวกเขาไม่มีความอดทนเป็นที่ตั้ง
สิ่งที่เขาเพ่งเล็งคือความสะดวกสบาย
ความสนุกสนานไปวันๆ
และยอมตกเป็นทาสของเงิน
ผมลาออกจากงานแล้วนะพี่เวก
แม่ง
ถือว่าเป็นแค่พนักงานเสริฟ
โขกเอาสับเอาใครจะไปทนไหว
ทำไมนะ
คนเราถึงไม่พยายามต่อสู้กับปัญหากันบ้าง
ส่วนใหญ่ก็ดีแต่วิ่งหนีปัญหาเพื่อไปเจอกับปัญหาตัวใหม่
ถ้าโลกนี้ทุกคนมีสี่ตีน
และผมเองมีแต่สองตีน
เมื่อนั้นแหละน่าอาจจะต้องยอมพ่ายแพ้เช่นกัน
แต่นี่มันไม่ใช่
ผมยังเป็นมนุษย์ที่มีมือตีนเหมือนคนอื่นๆอยู่นี่นา
ผมยังมีลมหายใจและเรี่ยวแรงพอที่จะฝ่าฟันไปยืนเสนอหน้าและยิ้มได้เต็มปากในสังคมได้เช่นกัน
กลับบ้านซะเถอะส่องหล้า
บ้านที่ลำพูนไง
ป่านนี้แม่นายคงคิดถึง
กลับไปช่วยแกทำไร่ทำนาก็ยังดีนะ
เลิกเสียเถอะไอ้ความเสเพลเนี่ย
มันไม่ยั่งยืนหรอก
เชื่อพี่เถอะ
แล้วพี่ล่ะ
ทำไมไม่กลับ
ส่องหน้าย้อนจนผมรู้สึกอาย
พี่ไล่ผม
พี่ไม่อยากให่ผมอยู่ด้วยแล้วใช่มั้ย
ผมจำได้ว่า
ผมถึงกับน้ำตารินในวันที่เราพูดกัน
ผมอยากเห็นเด็กคนนี้ก้าวไปข้างหน้า
แม้จะมีการขายตัวเป็นบันได
แต่ก็ขอให้เขาได้ใช้โอกาสนั้นเหยียบย่ำขึ้นไปยืนอยู่บนชั้นสูงสุด
ไม่ใช่การวิ่งขึ้นวิ่งลงจนพลาดพลั้งตกลงมาหัวรั้งข้างแตก
เผลอๆอาจดับสูญหรือไม่ก็กลายเป็นคนพิการที่นอนรอคอยคนอื่นมาป้อนข้าวป้อนน้ำชั่วชีวิต
ภาพคนที่วิ่งข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกเป็นพรวนเป็นแพ
ภาพคนโหนรถเมล์เบียดเสียด
เด็กซึ่งขายพวงมาลัยและหนังสือพิมพ์เสี่ยงอันตรายอยู่บนถนน
เหล่านั้นเป็นตัวแทนของชนกลุ่มล่าง
แต่สำหรับชนกลุ่มบนที่เชิดหน้าสวยใสอยู่ในรถเก๋งคันงามติดแอร์เย็นฉ่ำ
รวมถึงนักธุรกิจมาดโก้ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งแข่งกับเวลาอันมีค่า
ไม่ว่าชนกลุ่มไหนจะมีหนทางชีวิตกันอย่างไร
เขาเหล่านั้นล้วนยังต้องพึ่ง
ถนน
สายเดียวกันอยู่ดี
และเมื่อเกิดวิกฤตการบนถนนอย่างรถติด
น้ำท่วม
ก็ไม่ยักเห็นรถหรูราคาห้าล้านผ่านปัญหาไปได้เลยสักคันเดียว
เหมือนปัญหาสังคมเรื้อรังที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข
เพราะหากไม่ใส่ใจก็ไม่แคล้วได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
ปัญหาโสเภณีที่ยืดเยื้อเป็นปัญหาโลกแตกมาแต่ดึกดำบรรพ์กำลังถูกเสริมให้เข้มข้นด้วยปัญหา
โสเภณีตัวผู้
อยู่ทุกวันนี้
ปัญหาหาบเร่แผงลอยซึ่งกวาดเท่าไรไม่หมดนั่นก็เช่นกัน
มันมิใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่มันเป็นความผิดของประเทศไทย
ที่ยังไม่ถีบตัวไปยืนเทียบหน้ากับนานาอารยประเทศได้
การจะปราบหาเร่หรือ
คนค้ากาม
ก็ไม่ต่างกันนัก
อยู่ที่จะทำได้แค่ไหนเพียงใด
เพราะตราบใดที่ยังมีคนซื้อ
ก็ยากที่จะกำจัดคนขายอยู่นั่นเอง
มันเป็นเช่นโซ่ตรวนทางสังคมที่ไม่มีใครตัดขาด
ที่แผงขายเย็นตาโฟริมถนน
ในดึกดื่นคืนหนึ่ง
ชาวแผงลอยสลายตัวไปจนหมดแล้ว
และทุกครั้งที่ตลาดวางวายก็ไม่เห็นมีสักคนที่แยแสกับเศษขยะที่ปลิวว่อนอยู่ตามรายทาง
กระป๋องน้ำดื่มและเศษกระดาษรวมถึงข้าวของที่ไม่มีใครปรารถนาจิปาถะ
ถูกทิ้งขว้างให้เป็นภาระของเทศบาลแต่เพียงหน่วยเดียว
เหมือนเมื่อหนังกลางแปลงเลิกราก็ไม่เห็นมีใครเก็บกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปูนั่งดูมาตลอดทั้งเรื่องนั่นกลับไปด้วย
เสียงส่องหล้าแทรกเข้าหูในขณะที่ผมกำลังใช้ตะเกียบคีบเส้นหมี่ใส่ปากเพลินๆ
พวกมึงไปรอกูที่นั่นก่อน
เดี๋ยวกูขอแดกก๋วยเตี๋ยวฉลองกับพี่ชายกูหน่อย
เฮ้ย
สั่งให้เต็มที่เลยนะเพื่อน
วันนี้กูเป็นเจ้ามืออยู่แล้ว
เขาอ้อแอ้บอกกับเพื่อนสามสี่คนที่มาด้วยกัน
เด็กหนุ่มทั้งหมดอยู่ในอาการเดียวกัน
จากนั้นก็ยื่นเหล้านอกขวดใหญ่ที่กอดไว้กับอกให้เพื่อนคนหนึ่งไป
พวกนั้นผละจากไปแล้วเข้าไปในซอยเล็กๆซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง
ร้านที่นักท่องราตรีชาวดอกไม้นิยมกันนักหนา
กินอะไรก็สั่งตามสบายเลยหล้า
วันนี้ขายดี
เลี้ยงว่ะ
ผมชวนหลังจากที่ส่องหล้าลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ
เขาตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวด้วยเสียงโหวกเหวกตามแบบฉบับของพวกขี้เหล้า
คงจะสวาปามเข้าไปหนักล่ะสิท่าน
พูดจาไม่เป็นมนุษย์มนาเลยนี่เรา
ผมเหน็มแนม
แต่ฝ่ายนั้นยิ้มเจื่อนๆตาหรี่ปรือก่อนจะคุยโอ้ออกมาพร้อมกับส่งกลิ่นแอลกอฮอล์อันรุนแรง
โอ้ย
ก็นิดๆหน่อยๆน่ะพี่เวก
นานๆที
ว่าแต่ว่าวันนี้พี่สั่งให้เต็มที่เลยนะ
ไม่ต้องจ่ายหรอก
เดี๋ยวเป็นหน้าที่ของน้องหล้าคนนี้จัดการเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหกเดือนที่ผ่านไป
ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงอาการ เวอร์เช่นนี้มาก่อน
ไม่ใช่เรื่องแปลกพิศดารอะไรหากคนหากินกลางคืนจะกินเหล้าเมายา
แต่ครั้งนี้เขาทำท่าราวกับว่ามีความสุขล้นเหลือประมาณ
เขาอาจจะถูกหวยใต้ติด
หรือไม่ก็อาจ ขายดีกว่าทุกๆคราว
จึงได้ทำตนราวกับว่าหอบเงินมาเป็นฟ่อนเช่นนี้
เร็วๆเข้าเถอะเพ่
เขาเร่งให้ผมจบการกิน
คืนนี้พี่ต้องกินเหล้ากะผมก่อน
ต้องฉลองกันหน่อย
ฉลองอะไรกัน
ไม่ไหวมั้ง
อยากนอนเต็มแก่แล้ว
ผมหาทางเลี่ยง
ไม่ได้นะเพ่
เขาเขย่าร่างผมจนเซเกือบตกเก้าอี้
วันนี้ต้องเมาให้สาสม
คืนนี้ผมจะไปนอนบ้านพี่ด้วยคน
มีเรื่องจะคุยให้พี่ฟังตั้งเยอะเลย
ในที่สุดผมก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี
เขาชวนผมมายังร้านอาหารซึ่งมีเหล้าเป็นสินค้าหลัก
เสียงเพลงจังหวะเต้นรำกระแทกกระทั้นผ่านบานประตูที่โดนผลักเข้าออก
ได้ยินตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปเสียด้วยซ้ำ
ผมเคยคุ้นกับสถานที่แห่งนี้
แต่วันนี้มันแปรเปลี่ยนไปมากทีเดียว
ผู้คนพลุกพล่านทั้งด้านนอกด้านในล
ะลานตาจนไม่มีโอกาสสังเกตุว่าใครเป็นใครกันบ้าง
ด้านในเต็มไปด้วยอาการขย่มโขยกของพวกที่มีดนตรีในหัวใจ
แต่มันคงจะไม่สำคัญนักหรอกหากไม่มีอาการแบบ
สุราพาไป
เป็นตัวเคลือบให้หัวใจลำพอง
แสงไฟหรี่ๆบวกกับควันบุหรี่รอบด้านทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปอึดอัดยัดทะนานยิ่งขึ้น
ส่องหล้านำผมแทรกตัวไปตามสิ่งกีดขวางนานาชนิด
โต๊ะเก้าอี้ซึ่งจัดวางโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความสะดวก
ไหล่ต่อไหล่ของผู้คนในนั้นก่ายกันไปมาเพื่อที่จะบรรจุคนลงไปในห้องแคบๆได้เต็มเหยียด
พี่เวกนั่งตรงนี้ก่อน
ส่องหล้าหย่อนผมลงตรงเก้าอี้ตัวหนึ่ง
แล้วหันไปบอกหมู่สหายทั้งสาม
เฮ้ย
พวกมึงรินเหล้าให้พี่กูหน่อย
กูจะไปเยี่ยวว่ะ
เดี๋ยวมา
ในที่แห่งนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าเหล้าเคล้าเสียงเพลงที่ดังสนั่นหวั่นไหว
มันเป็นความสะใจของผู้คนที่อยู่ในอาการมึนเมา
ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจที่นี่
มันอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความเมามันที่ต่างคนต่างจินตนาการสร้างขึ้นมากันเอง
โลกของนักเที่ยวที่นี่เป็นเสมือนภาพวาดที่มีวิสกี้เป็นตัวผสมสี
บางคนพอใจกับการนั่งดื่มอยู่ที่นี่จนรุ่งสาง
ไม่อยากกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่บ้าน
พนักงานค่าจ้างถูกๆไม่ได้ใยดีกับการบริการกันนัก
พวกเขาใส่ใจแต่เฉพาะการเดินเสริฟน้ำอัดลมและโซดาซึ่งจะเป็นตัวสำคัญในการที่จะทำให้เหล้ายุบตัวไปเรื่อยๆ
และดูเหมือนจะไม่ใคร่ใส่ใจเก็บเสียด้วยซ้ำ
บนโต๊ะตัวข้างหน้านี้จึงมีพวดโซดาเปล่าๆวางเรียงรายกันอยู่ไม่ต่ำกว่าแปดขวดแล้ว
น้ำแข็งในถังละลายเป็นน้ำเนืองนองฉ่ำแฉะอยู่บนโต๊ะ
จากนั้นก็หยาดย้อยลงบนพื้นที่มีรองเท้าหลายคู่ย่ำไปมา
เละเทะเป็นเทือกเป็นทาง
เหล้าของพี่ฮะ
หนึ่งในสามยื่นเหล้าที่ผสมแล้วมาให้ผม
ผมรับมาดื่มรวดเดียวครึ่งแก้ว
ด้วยเกรงจะวิ่งตามขีดความเมาไม่ทันผู้ร่วมโต๊ะ
ผมชื่อโทนฮะ
ทำงานไร้สังกัดอยู่แถวนี้เหมือนกับไอ้หล้ามัน
คนแรกแนะนำตัวเอง
หลังจากนั้นก็แนะนำเพื่อนอีกสองนายข้างๆ
ส่วนไอ้คนนี้ชื่อก้านอยู่บาร์เบียร์บอยส์
และก็นั่นไอ้พลทำอยู่บาร์ซุปเปอร์บิ๊ก
เด็กหนุ่มๆเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า
ไม่เลว
ก็แน่ล่ะ
การจะทำตัวให้เป็น
สินค้าก็ควรจะต้องเอา
น้ำหน้ามาเป็นเครื่องตัดสินใจ
ไอ้หนุ่มบ้านนอกที่ขี้ริ้วก็จึงต้องหันเหไปทำงานโรงงานตามชานเมือง
ไอ้ที่บึกบึนเหมือนควายป่าแต่หน้าไม่เอาไหนก็ไม่แคล้วต้องไปเป็นจับกังแบกหาม
หรือไม่ก็กรรมกรก่อสร้าง
จะว่าไป
การที่จะมาเป็น
โสเภณีตัวผู้ได้นั้น
อย่างน้อยๆก็ต้องมีรูปลักษณ์ที่มองแล้วชวนเกิดอารมณ์อยู่บ้าง
บทสรุปของความรูปหล่อจึงยังคงเป็นปมปริศนา
ยังไม่มีใครตอบได้ว่า
เด็กหนุ่มที่เกิดมามีรูปสมบัติชิ้นนี้ติดกาย
มันโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่
ก็ไอ้หล้าน่ะสิเพ่
เสือกไปเจอแขกกระเป๋าหนักเข้า
พาไปชั่วคราวมันให้มาตั้งสามสิบบาทแน่ะ
ไอ้คนชื่อพลบอกด้วยอารมณ์ตื่นเต้นราวกับได้เอง
จำนวนเงินที่เขาเอ่ยถึงเป็นศัพท์เฉพาะวงการเด็กขาย
ถ้าอยากรู้จำนวนจริงก็ต้องเอาร้อยคูณเข้าไป
แค่เนี้ยเหรอ
ที่ไอ้หลามันชวนพวกนายมาฉลองกันถึงขนาดนี้น่ะ
ผมยังงง
ไม่แค่นั้นนะพี่
เจ้าคนชื่อก้านออกเสียงบ้าง
ไอ้หรั่งนั่นท่าทางมันชอบไอ้หล้าหัวปักหัวปำเลยทีเดียว
ตอนนี้มันให้ไอ้หล้าเป็นค่าขนมวันละตั้นห้าบาทแน่ะ
ตอนท้ายเขาทำเสียงชวนอิจฉา
แม่ง
มันโคตรโชคดีเลยว่ะ
อาทิตย์หน้ามันคงได้ไปท่องเที่ยวพัทยาหรือภูเก็ตแน่นอน
โทนค่อนว่า
ผมมองเห็น
ความโชคดี
เช่นนี้ดุจไฟไหม้ฟางแห้ง
แรงลมกระพือโหมให้เปลวเพลิงลุกโชนเพียงชั่ววูบ
จากนั้นไม่กี่นาทีก็ดับสลายเป็นกองขี้เถ้า
ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่
ไม่ใช่ญาติโยมฝ่ายไหนทั้งสิ้น
เขาเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่หวังหาความสำราญในที่แปลกถิ่น
นอกจากพัทยา ภูเก็ต
เชียงใหม่หรือหัวหินแล้ว
มนุษย์ในประเทศไทยก็ไม่ต่างจาก
ของเล่น
หรือ
สถานท่องเที่ยว
ในความคิดของพวกเขานั่นเอง
ในเมื่อเขามาที่นี่เขาย่อมพร้อมที่จะจับจ่ายทุกอย่างเพื่อแลกกับความสุขครั้งหนึ่งในชีวิต
เขายินดีที่จะจ่ายค่าโรงแรมอันโอ่อ่าในราคาที่พวกเราอาจเช่าบ้านได้ไปถึงสองปี
หรือกินอาหารมื้อพิเศษในราคาที่ทั้งชาตินี้เราอาจจะไม่ได้เคยกิน
จะหนักหนาอะไรกับค่า อาหารคาวที่มีออกกลาดเกลื่อนในเมืองไทย
โดยเฉพาะในกรุงเทพซึ่งมีให้เลือกได้ทั้ง
หนุ่ม
และ
สาว
เด็กหนุ่มซึ่งทั้งชีวิตอาจไม่เคยมีเงินอยู่ในกระเป๋ากางเกงเกินสามพันบาทย่อมลิงโลดไปกับสิ่งยั่วใจ
ถ้าจะมองในแง่เศรษฐกิจคงจะมีเงินตราต่างประเทศมาหมุนสะพัดอยู่เนื่องนอง
หากสินค้าออกประเทศไทยคือเนื้อหนังมังสา
แต่จะมีสักกี่คนที่มองลึกลงไปกว่านั้น
หากปล่อยให้กิจกรรมนี้แนบแน่นฝังลึกลงไปในจิตใจของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ
โดยเฉพาะชาวภูธรที่ขาดความรู้ความสามารถ
พวกเขาคงจะเริ่มชาชินและเคยตัว
หมดความกระตือรืนล้นทีจะหางานอื่นๆทำ
เขาคงจะต้องนอนรอเงินตราโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า
มองเห็นชาวต่างชาติเป็นเทวดาผู้ลิขิตชีวิตใหม่
เมืองไทยคงจะต้องเลิกขาย ข้าว
เลิกทำไรไถนา
แล้วหันมาทำธุรกิจบนเรือนร่าง
สร้างเนื้อหนังหน้าตาเป็นสินค้าออกกันกระมัง
ไม่ใช่แค่พัทยาหรือภูเก็ตอย่างมึงว่าหรอกโว้ย
ไอ้โทน
ส่องหล้าส่งเสียงดังแทรกเข้ามา
เขามายืนอยู่ด้านหลังผมเมื่อไรไม่ทันได้สังเกตุ
เดือนหน้านี้กูก็จะบินไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์แล้วโว้ย
ขอร้องพวกมึงอย่าอิจฉา
ไม่มีใครเขาอิจฉามึงหรอกไอ้เวร
ไอ้หมาวัดขึนเครื่องบิน
ก้านตบหัวส่องหล้าหนึ่งพลั่กก่อนจะฉุดให้นั่งลง
ว่าแต่มึงไปให้ตลอดนะ
พวกกูขออวยพรไว้ล่วงหน้า
ส่วนใหญ่ที่กูเห็นน่ะ
ไปไม่ถึงสองเดือนก็ซมซานกลับมาขายของเก่าที่เมืองไทยเหมือนเดิม
เชอะ
อีกแล้วหรือ
เรื่องราวที่ผมได้ฟังในวันนี้
ถ้าจะนับออกมาเป็นตัวเลขมันคงจะมากมายหลายครั้งหลายหนมาแล้ว
พวกที่เกิดมาไม่เคยนั่งเครื่องบิน
มักจะเปรียบตัวเองเป็นพวกลูกหลานผู้รากมากดีที่ถูกส่งไปเรียนเมืองนอก
พวกเขาชอบทำ เวอร์กันนัก
จัดเลี้ยงกันยกใหญ่
โดยลืมนึกไปว่าเด็กขายตัวไปเมืองนอกก็เหมือนการส่งสินค้าออกไปเร่ขายที่นั่น
หากสินค้าดีมีคุณภาพก็หมดห่วง
แต่สินค้าส่วนใหญ่จากเมืองไทยมันมักจะมีตำหนิและถูกปลายทางตีกลับมาเลหลังในที่สุด
คนในสังคมกลุ่มนี้ดูเหมือนดังกับว่าพวกเขาไม่มีความคิดสร้างสรรค์อื่นๆติดอยู่ในสมองเลย
โลกทั้งโลกจมอยู่แต่เฉพาะเรื่องสุราและโลกีย์กามารมณ์เพียงเท่านั้น
แปลกจังนะ
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการไหนๆ
จะโศก จะสุข จะทุกข์ จะชื่น
คนเราก็ยกแก้วเหล้าขึ้นชนกันไปเรื่อย
ฉลองกันราวกับว่ามันเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธ์ก็ไม่ปาน
และกว่าที่ผมกับส่องหล้าจะมุดหัวนอกกันก็ปาเข้าไปเกือบแปดโมงเช้า
หัวอันหนักอึ้งของผมแทรกเข้าไปใต้หมอนหาที่อบอุ่นใจ
ส่องหล้าม่อยหลับไปก่อนหน้านี้ด้วยฤทธิ์เฉลิมฉลองโดยไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผมในเรื่องที่เขาตั้งใจไว้
ก็ดีเหมือนกันเพราะผมเองก็ไม่มีสมาธิพอที่จะรับฟังเช่นกัน
ห้องทั้งห้องหมุนเคว้งราวกับอยู่ในสวนสนุก
แล้วจิตวิญญาณทั้งดวงนี้ก็หลุดผลอยไปชั่วคราวอีกหนหนึ่ง