มนต์การเวก
๔
นวนิยายขนาดสั้น
โดย ภูพิสิฐ หอมธูปพรหม

ผมนั่งนับม็ดฝนที่หยดแหมะลงมาจากหลังคาโดยมีกาละมังซักผ้าเก่าๆรองรับอยู่บนพื้นห้อง
บรรยากาศในห้องเนืองนอง
ผมคงจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนหากฝนยังเทลงมาไม่ขาดสายเช่นนี้
แม้ว่ามันจะค่อนข้างดึกแล้ว
แต่แล้วการร้องห่มร้องไห้ของท้องฟ้าก็เกือบสิ้นสุดลง
คงเหลือไว้เพียงเสียงสะอื้นกระซิกกระเซ็น
ผมกำลังจะเอนกายลงบนฟูก
แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
หล้าเหรอ
เข้ามาเลย
ประตูไม่ได้ใส่กลอน
เมื่อบานประตูแง้ม
ผมแปลกใจที่เจ้าของเสียงเคาะนั้นไม่ใช่ส่องหล้า
แต่กลับเป็นสินไหม
ที่แปลกใจก็เพราะมันไม่เคยโผล่หน้ามาที่นี่เกือบสองปีมาแล้ว
ทั้งๆที่บ้านเช่าหลังนี้มันเองก็เคยอยู่กับผมมาก่อน
และก่อนที่ผมจะเอ่ยปากว่ากระไรมันก็กรายเข้ามามายืนยิ้มแป้นพร้อมกล่าวทักทาย
นึกว่ามึงจะไม่อยู่ซะแล้ว
ไปหามึงที่แผงขายเสื้อผ้าไม่เจอเลยมาที่นี่ดู
ฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นแล้ว
กูขี้เกียจว่ะ
เลยนอนอยู่บ้านดีกว่า
กูเข้าไปได้ไหมวะไอ้เวก
มีเรื่องจะคุยด้วยว่ะ
เสียงนั้นนุ่มนวลจนผิดสังเกตุ
เชิญ
ผมสะบัดเสียง
มึงทำยังกะไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน
สินไหมเข้ามานั่งตรงพื้นห้อง
ผมโยนผ้าขาวม้าผืนหนึ่งให้
เพราะเห็นว่าหัวของมันเปียกมะล่อกไปด้วยน้ำ
จากปากซอยจนถึงที่นี่จะหาชายคาหลบคงจะยากเต็มที
ใครก็ตามที่บุกเข้ามาตอนนี้คงต้องตากฝนลุยน้ำกันตามระเบียบ
ถ้าจะสูบบุหรี่
ก็เชิญข้างนอกนะ
ผมปราม
เมื่อสินไหมทำท่าจะจุดไฟแช็คจ่อที่ปลายบุหรี่
สินไหมคายบุหรี่ที่คาบออกก่อนจะเอ่ยปากแดดดัน
แหม
มึงทำตัวเป็นพลเมืองดีไปซะทุกเรื่องเลยนะ
ก็ใช่
ผมยักไหล่ กูก็อยากจะเป็นคนดีกะเขาบ้างซี้
แต่คงบรรลุยากว่ะ
ไอ้บุหรี่เวรนี่กูก็ยังสูบเหมือนมึง
อยากจะเลิกใจจะขาดแต่กูก็ติดมานานจนเกินแก้แล้ว
ผมเน้นคารมเพื่อหวังให้ผู้รับฟังได้คิด
แต่อย่างน้อยๆก็จะสูบก็สูบ
แต่อย่ามาทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็แล้วกัน
เออๆ
ไอ้ห่า
ไม่สูบก็อย่าสูบ
มันส่งเสียงสะบัดพร้อมกับยกผ้าเช็ดหัว
ว่าแต่ว่ามึงพร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาของกูหรือยัง
ถ้ามึงพร้อมก็ว่ามาเลย
ผมย้อน
พอเปิดโอกาสเข้าจริงๆ
กลับกลายเป็นว่ามันนิ่งชะงักไปชั่วครู่
เขาถอนหายใจกระวนกระวาย
บางทีก็หันมายิ้มแหยๆเช่นคนขาดความเชื่อมั่น
เออ
ตอนนี้มึงพอจะมีเงินเก็บไว้สักเท่าไรวะเวก
ได้ข่าวว่ากิจการของมึงรุ่งเรืองดีนี่เพื่อน
ผมรู้ทันจึงโพล่งออกมาในทันควัน
มึงจะมายืมเงินกูก็บอกมาตรงๆเลยดีกว่า..
กูจะไปอยู่สวีเดนกะแฟนกูคนใหม่ว่ะ
แต่ว่าตอนนี้กูต้องการเงินสักก้อนเพื่อทำเรื่องอะไรต่างๆให้มันเรียบร้อย
กูสัญญาว่าไปถึงโน่นแล้วจะส่งมาใช้มึงสามเท่าตัวเลยสิเอ้า
กูมองไม่เห็นใครเลยว่ะนอกจากมึงคนเดียว
ช่วยกูอีกสักครั้งเถอะว่ะไอ้เวก
หา
ผมอุทานเสียงยาว
แล้วไอ้แฟนเยอรมันล่ะ
มึงเลิกกันแล้วเหรอไอ้สิน
มึงนี่ช่างทำตัวดอกทองดีจริงๆ
ผมประชดพร้อมกับถือโอกาสด่ามันไปในตัว
นะเพื่อน
มึงช่วยกูอีกครั้งเดียว
ถ้าพลาดคราวนี้กูจะไม่กลับมารบกวนมึงอีกแล้ว
สินไหมอ้อนออด
คำสัญญาของสินไหม
ทานบนที่กระทำครั้งนี้แม้จะจริงจังหรือแค่เพียงลมๆมันหาได้สำคัญเกินไปกว่าความเป็นเพื่อนที่เรามีต่อกัน
คนที่ไม่สามารถอ่านตัวเองได้เช่นสินไหมบางครั้งก็ดูน่าสงสารและน่าเห็นใจ
ถึงผมจะรู้ดีว่าพวกเขาสร้างปราสาททรายอันไม่จีรังขึ้นมา หลังแล้วหลังเล่า
แต่ผมเองก็ยังอยากที่จะเห็นเพื่อนเป็นชิ้นเป็นอัน
ผมอยากจะให้พวกเขาได้รู้ว่า
เงินที่ผมหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงโดยไม่ต้องใช้ร่างกายเข้าไปแลกนี้
สามารถสร้างทำนบซีเมนต์อย่างหนากั้นมิให้น้ำทะเลซัดวิมานทรายให้พังลงได้
มึงต้องการสักเท่าไร
ผมตัดใจถามมัน
แต่ก็หวังว่ามันคงไม่หนักหนาสาหัสจนเกินกำลัง
กูเองก็พอมีอยู่บ้าง
ที่เหลือจากส่งให้แม่
กูก็กะว่าจะเอามาลงทุนขายเทปเพลง
แต่ถ้ามึงจำเป็นกูก็จะเจียดให้
หมื่นนึง
สินไหมตอบสั้นๆ
คงจะตั้งใจเอาไว้แล้ว
พรุ่งนี้มึงไปธนาคารกะกู
บทสรุปของผมทำให้ฝ่ายนั้นดีใจจนตาตื่น
เหมือนคนกระหายน้ำในทะเลทรายแล้วเดินมาพบบ่อน้ำเย็นแห้งขอด
ถ้ามึงรวยที่นั่นก็ไม่ต้องส่งดอกให้กูถึงสามเท่าหรอกนะไอ้เพื่อนยาก
หรือมึงจะไม่ใช้กูก็ย่อมได้
กูไม่เสียดงเสียดายหรอกถ้าเงินของกูมันจะทำใหเพื่อนกูเป็นเรื่องเป็นราวไปเสียที
บนศาลาริมคลองแสนแสบ
ผมแลเห็นแสงไฟไหวๆและเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งที่นั่น
มันเป็นเวลาเกือบตีสองที่ผมกลับมายังที่พัก
วันนี้ผมเดินผ่านห้องนอนตรงไปที่นั่น
จึงได้พบกับส่องหล้านั่งอยู่เดียวดายใต้ดวงไฟน้ำมันก๊าดที่ทอแสงอ่อนๆ
นอกจากไหสองลูกเล็กๆซึ่งมีปล้องไม้ไผ่ปักไว้แทนหลอดดูดยังประกอบด้วยเครื่องเคียง
ของเปรี้ยวของดองเพียบพร้อมบนเสื่อผืนน้อยที่ปูบนพื้นศาลา
นึกครึ้มอะไรขึ้นมาหือม
นายหล้า
แล้วนั่นมันกระแช่นี่นา
นายไปสรรค์หามาจากไหนกัน
เพื่อนมันหามาให้น่ะพี่เวก
วันนี้ผมอยากจะเมากับพี่ในบรรยากาศลูกทุ่งๆหน่อย
นี่ดูสิ
ผมอุตส่าห์ลงทุนหาตะเกียงมาจุดด้วย
ส่องหล้าพูไปโงนเงนไปเช่นเดียวกับเสาของศาลาแห่งนี้ที่โอนเอนมาหลายปีดีดัก
ผมทรุดกายลงบนพื้นศาลาเอนหลังไว้กับเสา
ดีเหมือนกันนิ
ไม่ได้กินมานานแล้ว
นี่ถ้ามีน้ำขาวด้วยล่ะก็เหมาะ
เออ
ว่าแต่คืนนี้นายจะฉลองเรื่องอะไรอีกล่ะ
อย่าบอกนะว่าจะไปอยู่เมืองนอกอีกคน
ผมแกล้งกระทุ้งทั้งๆที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้างแล้ว
ใช่
พี่เวก
เขาว่าพลางยกไหกระแช่อีกไหให้ผมดื่ม
อย่างที่ผมเคยบอกพี่ไงว่าผมจะไปอยู่สวิส
เขาซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผมแล้ว
จะออกเดินทางมะรืนนี้แล้ว
มีอะไรให้พี่ช่วยมั่งล่ะ
ผมแสดงความจริงใจ
รู้สึกใจหายนิดหน่อย
พลางหยิบมะดันดองในกระทงใบตองแกล้มใส่ปากหลังลิ้มรสหวานขื่นขมของกระแช่
ไม่เป็นไรฮะ
ผมจัดการทำพาสปอร์ตและวีซ่าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องอื่นๆนั่นพี่สินเขาช่วยแนะนำ
ผมนึกชมส่องหล้า
เด็กคนนี้ฉลาดช่างเจาะช่องทางได้ตรงเป้าดี
เขาเข้าหาสินไหมเพราะรายนั้นดูจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องการใช้ชีวิตในต่างแดนและคบค้ากับฝรั่งมังค่าเป็นอาชีพอยู่แล้ว
ทั้งสองคนแม้จะมีวัยที่แตกต่าง
แต่การดำเนินชีวิตบนถนนเส้นนี้เขาไม่ต่างกันเลย
สิ่งที่อาจจะต่างกันนั้นอาจซ่อนอยู่ในส่วนลึก
ความรับผิดชอบชั่วดีนั่นเป็นสิ่งที่ใครจะเลือกหรือไม่เลือกผมเองก็ไม่อาจจะคาดเดา
พี่เวกไม่ว่าผมใช่ไหม
เขาพูดราวกับผมเป็นผู้ปกครองที่จะต้องมาขออนุญาตไปโน่นมานี่
แต่ถึงแม้จะเป็นจริงก็แทบไม่มีความหมายอะไร
กับกที่ตัดสินใจทำอะไรโดยพลการแล้วค่อยมาขอยกโทษภายหลัง
ผมรู้ว่าพี่ไม่สนับสนุนผมหรอกเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผมรู้
เขาเสียงอ่อนลงน่าสงสาร
พี่ไม่มีสิทธิที่จะไปสนับสนุนหรือคัดค้านการตัดสินใจของใครหรอกนะหล้า
ผมลูบผมของเขาไปมา
ในชีวิตคนเรา
ต้องมีสักครั้งที่ต้องยอมทำอะไรทีมันไม่สมควรทำ
แต่ถ้าทำลงไปแล้วเรารู้สึกว่ามันผิดพลาดเราก็ควรให้มันเป็นเพียงการชั่วคราว
อย่างเจ้าสินไหมกับพี่ก็เคยเป็นขยะพอๆกัน
ต่างกันก็ตรงที่ว่าใครจะเลือกเป็นขยะแบบไหน
ขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่
หรือเป็นขยะเน่าเฟะน่ารังเกียจ
ส่องหล้ายกไหกระแช่ซดเข้าไปอีสามสี่อึกติดต่อกัน
ติดตามด้วมะม่วงดองอีกหนึ่งชิ้น
พี่เคยคิดอย่างผมมั้ย
ตอนที่อยู่บ้านนอกผมฝันเห็นกรุงเทพเป็นวิมาน
ผมอยากจะแต่งตัวหล่อๆขึ้นไปยืนเด่นบนตึกสูงๆ
อยากขี่รถเก๋งเหมือนในหนังและนอนในห้องนอนโอ่อ่าสะดวกสบาย
แต่พอจริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างงั้นเลยพี่
เขาหยุดเว้นถ้อยคำแล้วพลางก็ทอดสายตาออกไปยังลำคลองมืดๆ
ผมคิดถึงบ้านจัง
แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าผมจะกลับไปที่นั่นตัวเปล่าๆ
ผมคิดถึงแสงตะเกียงริบหรี่ที่บ้าน
ที่นั่น
แม้จะแห้งแล้งในบางครั้ง
แต่แม่น้ำลำคลองก็ยังใสไม่ดำสนิทเหมือนที่นี่
ส่องหล้าเริ่มแสดงความอ่อนไหวออกมาอีกแล้ว
เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอเมื่อยามเคลิ้มเหล้า
และนี่คงจะเป็นข้อดีของเหล้าข้อหนึ่งกระมัง
ที่มันสามารถทำให้มนุษย์ปากแข็งสำรอกความรู้สึกจริงๆออกจากปากเสียบ้าง
เขาทำให้ผมพลอยคิดถึงบ้านไปด้วย
นึกสมน้ำหน้าตัวเองและพาลไปถึงไอ้พวกบ้านนอกทุกคนที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาลุยเมืองหลวงโดยไม่รู้ว่าจะต้องมาผจญกับสิ่งใด
จะอย่างไรก็ตามแม้ว่าพวกเขาจะมาเจอกับความรุ่งเรืองหรือความทุรนทุราย
เมืองหลวงเมืองลวงแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยมนต์ดำมหาเสน่ห์ดึงดูดใจคนทุกรุ่นเรื่อยมา
จริงอย่างที่ส่องหล้าว่า
พวกบ้านนอกเข้ากรุงนั่นหรือจะกลับไปบ้านเกิดแบบจนๆ
ไหนๆก็กระโดดขี่คอเสือร้ายแล้ว
เรื่องอะไรจะลงไปให้เสือกัดตาให้โง่อีกเล่า
ถ้านายคิดว่าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
ก็คงไม่มีใครจะห้ามได้
ถ้าการกระทำครั้งนี้มันจะทำให้ชีวิตนายดีขึ้นและมีก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร
อะไรที่เราตัดสินใจทำแล้วมันเป็นความสุขไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทำเข้าไปเถอะ
ผมให้ข้อคิดเป็นกลางๆ
เพราะเชื่อในความรับผิดชอบชั่วดีของทุกคนในโลกนี้
คงไม่มีใครอยากเป็นสิ่งเลวร้าย
และเจ้าความเลวร้ายนั่นก็เช่นกัน
มันคงจะนึกเบื่อหน่ายตัวเองขึ้นมาบ้างสักวัน
หันไปเป็นสิ่งดีๆกับเขามั่ง
รับรองว่าพี่เวกจะไม่ผิดหวังในตัวผม
เขาสัญญาพร้อมกับกุมมือผมบีบแน่น
ผมจะเรียนภาษาแล้วเริ่มหางานทำ
ผมไม่อยากจะได้ชื่อว่าไปเกาะฝรั่งกิน
แต่ที่ผมไปเนี่ยผมอยากจะไปหาประสพการณ์
มันเป็นโอกาสครับพี่
ส่องหล้าแสดงความเชื่อมั่นอย่างออกหน้า
ผมให้กำลังใจกับเขาด้วยสายตาและตบหลังไหล่เขาเบาๆอย่างนึกเอ็นดู
แสงตะเกียงและบรรยากาศรอบข้างในคืนนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่บ้านนอก
ลำคลองมืดสนิทจนสามารถจินตนาการว่ามันในสะอาดบริสุทธิ์
ทั้งที่ความจริงมันขุ่นข้นดำปี๋ราวกับน้ำโอเลี้ยง
กอหญ้าและป่ากล้วยที่ห้อมล้อมอยู่โอบกั้นความวุ่นวายจากภายนอกจนเหลือเชื่อ
บ้านเรือนเก่าๆโย้เย้พวกนี้สักวันก็คงจะต้องโดนรื้อถอนแปรสภาพไปเป็นตึกคอนกรีตอย่างแน่นอน
เจ้าของที่เปิดให้คนจนๆเช่าก็มิใช่เพราะเห็นอกเห็นใจ
แต่ทว่าเขาคงรอโอกาสขายไปเพื่อแลกกับเงินก้อนงามๆสักก้อน
ผมมองเห็นเพียงความว่างเปล่า
มองไม่เห็นแสงทองแห่งชีวิตของคนที่กำลังจะบินข้ามโลกไป
ชุบตัว
ผีเสื้อปีกสวยที่บินเป็นระยะทางไกลๆ
มันคงจะสะบักสะบอมบอบช้ำ
ปีกสวยของมันคงจะฉีกขาดก่อนถึงจุดหมาย
ตกเป็นเหยื่ออันโอชาของนกกานักฉวยโอกาส
จะให้ผมถามอะไรกับส่องหล้าได้อีกเล่า
ระยะทางหรือระยะเวลาที่เขาจะเดินทางจากไป
แม้แต่ชื่อของคนที่เขาจะไปร่วมชีวิต
คงไม่จำเป็นกระมัง
ผมเจียมตนอยู่เสมอ
การที่ผมไม่เคยมีโอกาสไปเหยียบดินแดนอันไกลโพ้นเช่นนั้น
ผมจึงไม่สามารถให้คำอธิบายใดๆแก่เขาได้อีก
นกที่ตัดสินใจบินออกจากกรงไปแล้ว
มันคงจะเอาตัวรอดได้เองอยู่หรอกน่า
พี่วิเวก
ส่องหล้าสะกิดผมให้หลุดจากห้วงอารมณ์ตึงตื้อของฤทธิ์กระแช่..
ฮือมม
ผมชักจะมีอาการตาหรี่ปรือ
ผมจะเลิกเป็นเด็กขาย
เลิกขายตัวเอง
พี่ไม่ยินดีกะผมหรอกหรือ
เขาพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ผมพยักเพยิดฝืนยิ้ม
ดีใจสิไอ้น้องชาย
มาเลย
เรามาดื่มฉลองให้กับความเปลี่ยนแปลงของนาย
ว่าแล้วเราทั้งสองก็ยกไหกระแช่ซดเข้าไปจนเต็มกลืน
จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเรื่องวุ่นๆจะถูกลืมเลือนหายไป
ทิ้งไว้เพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่า
โลกสมมุติที่เคลือบด้วยความมึนเมาพาเราลอยละล่องหรรษา
ราวกับว่าโลกนี้ทั้งโลกช่างสวยสดงดงามเสียเต็มประดา
ผมจะเลิกแล้ว
.ผมจะเลิกมันแล้ว
ส่องหล้ารำพันจนประโยคนั้นถูกบันทึกเอาไว้ในความคำนึงที่ฝังแน่นของผม
คำพูดง่ายๆที่ เด็กขาย
คนไหนๆก็พูดพล่ามกันได้
แต่สำหรับความเป็นจริงล่ะ
บทสรุปนั้นอยู่ตรงไหนกัน
กลางเดือนธันวาคม
ณ
ใต้ซุ้มไม้เถาการเวกดอกสะพรั่งพรู
ในยามดึกอันหนาวเหน็บคืนหนึ่งที่กรุงเทพจะพึงมี
คืนเหงา
ที่ระลาดทางโค้งแห่งนี้โปรยปรายด้วยกลีบการเวกสีเหลืองๆ
ถ้าทางชีวิตของคนโปรยด้วยกลีบดอกไม้งามเป็นความสุขล่ะก็ ชีวิตคนที่แฝงกายหลืบเร้นอยู่แถวนี้ก็น่าจะรุ่งโรจน์
พอๆกัน
คำตอบในแต่ละชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน
ผีเสื้อกลางคืนที่เกาะตามกิ่งก้านไม้และฝาผนังตึก
พวกมันกำลัง อ่อยเหยื่อ
หรือ ตกเป็นเหยื่อ
ก็ได้ทั้งนั้น
ผมเดินสูบบุหรี่มาเรื่อยเปื่อยขับความเย็นยะเยือกออกจากร่าง
จนมาพบกับม้านั่งสีขาวตัวที่ว่างเปล่าตัวเดิม
ถ้าผมจะหมุนโลกให้กลับไปยังที่เดิมสักเจ็ดแปดเดือนที่แล้ว
ตรงนี้เองที่ผมพบเขา
ส่องหล้า
ซึ่งในเวลานั้นกำลังเป็นตัวดักแด้ใต้ละอองฝน
แม้เปลือกของเจ้าดักแด้จะแข็งแกร่ง
แต่มันก็ถูกบรรจงสร้างมาให้เสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อทุกเมื่อ
สำหรับวันนี้
เขาได้เติบโตคลี่ปีก
กลายไปเป็นผีเสื้อที่โบยบินไปสู่โลกกว้าง
กางปีกสีหม่นซึ่งค่อยๆเคลือบด้วยทองเปลวอำไพ
ดอกการเวกสวยๆโรยหล่นและผลิบานออกมาใหม่ๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เช่นเดียวกับชีวิตเด็กผู้ชายที่หลงเข้ามาพัวพันไม่มีว่างเว้น
เขาเหล่านั้นหมุนกันไปหลายหน้า
ผลัดเปลี่ยนเวียนรุ่น เป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ
ดอกที่งอกเงยอยู่ตามโคนต้นยั่วให้คนและสัตว์มาแทะเล็มได้ง่ายๆ
แต่ดอกที่สูงเกินเอื้อมก็สุกคาต้นโรยหล่นกันไปเอง
แม้กิ่งก้านของมันจะถูกตัดทอนมิให้รกรุงรังกันทั้งปี
แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเป็นการไปกระตุ้นให้มันมีแรงแตกหน่อแตกใบแผ่หนายิ่งขึ้นทุกวัน
หล้า
แม้อดีตน่ะเราจะเรียกร้องมันกลับมาไม่ได้
แต่อนาคตเรากำนดเองได้..
วันที่ไปส่งเขาที่สนามบิน
ผมเช่นกับส่องหล้า
ผมจำได้ว่าน้ำตาเขาไหลซึมออกมาในที่สาธารณะ
เขาบีบมือผมแน่นเหมือนไม่อยากจะปล่อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ส่องหล้าแสดงความอ่อนแอออกมา
แม้เขาจะดูเป็นผู้ชายที่แกร่งกร้าว
แต่ความรู้สึกท้อแท้ พ่ายแพ้
กลัดกลุ้มและว้าเหว่มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะมีกันบ้าง
เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับไปรษณียบัตรจากส่องหล้า
ผมพลิกมันอ่านเป็นครั้งที่สองแล้ว
พี่วิเวกครับ
ตอนนี้ผมอยู่ที่เมืองซูริช
อากาศหนาวเป็นบ้าเลย
เวลามันหนาวจัดๆผมคิดถึงเมืองไทยจังเลย
อย่าลืมบอกไอ้พล
ไอ้โทน ไอ้ก้านเพื่อนผมด้วยนะว่าคิดถึง
ที่นี่ฝรั่งเยอะแยะเลย
กลับไปเมืองไทยจะหาไปฝากพวกมัน
อ้อ
ตอนนี่ผมเลิกกับตาแก่คนที่พาผมมาแล้วนะ
ทนอยู่กับมันไม่ไหวหรอกพี่
ขี้เหนียวฉิบหายแถมขี้หึงจนน่ารำคาญ
เออ
คนใหม่ที่ผมมาอยู่กับเขาชื่อไฮน์ริช
เป็นเจ้าของร้านอาหารที่เมืองนี้
เขาดีกับผมมากเลยครับ
ผมได้ไปเที่ยวมาตั้งหลายที่
กลับมาจะเอารูปมาอวด พี่เวกสบายดีหรือเปล่าผมคิดถึงมากรู้มั้ย
กลับเมืองไทยจะซื้อของไปฝากนะ
ผมหลับตาลง
วาดภาพไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่ไปฟุ้งเฟื่องอยู่ยังต่างแดน
ถึงแม้จะทำตัวไม่ใช่ สินค้า
แต่มันก็มิได้ต่างกันนัก
สัญชาตญาณเก่าๆของเด็กขายตัวมันย่อมแสดงออกมา
อาจจะดูคลุมเครือหรือชัดแจ้งก็ได้ทั้งนั้น
คนพวกนี้เหมือนมีชีวิตท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว
จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนที่ด้วยการโผเข้าหาหลักหาตอเป็นช่วงๆไป
และตอที่พวกเขาเกาะมันก็ไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร
มันเป็นเพียงหลักที่ขอเกาะกันตายไว้เท่านั้นเอง
พี่เวกรู้มั้ย
คนไทยที่มาอยู่เมืองนี้เนื้อหอมกันจะตาย
ยิ่งไอ้พวกตัวดำๆคล้ำๆอย่างพี่เวกนะ
เดินผ่านฝรั่งงี้มันมองกันตาเป็นมันเลย
แต่ไอ้พวกคนไทยที่นี่มันไม่ค่อยคบค้ากันหรอกครับ
ดีแต่จะเชิดใส่กันท่าเดียว
ข้อความตอนหนึ่งทำให้ผมรู้ว่าส่องหล้ากำลัง
เนื้อหอม
อยู่ที่นั่น
เขารู้ตัวดีอยู่แล้ว
ผมชักไม่แน่ใจว่าเขากำลังมองหาหลักหรือตอดุ้นต่อไปหรือไม่
ผมไม่แน่ใจจริงๆ
บุหรี่หมดไปสามมวนแล้ว
มันเป็นอีกคืนหนึ่งซึ่งผมยังไม่อยากกลับบ้าน
อากาศช่วงปลายปีมีมนต์เสน่ห์เสมอ
แม้มันจะเย็นไปสักเพียงใดก็ไม่เป็นที่น่าหวั่นไหวสำหรับชาวเมือง
พวกเขาใฝ่ฝันและรอคอยคืนนี้มาแสนนาน
ฤดูที่จะมีโอกาสทำตัวกรีดกรายสวยงามในเสื้อผ้าชุดต่างๆโดยไม่ต้องเกรงจะฉ่ำเหงื่อเหมือนช่วงเมษายน
ขอบุหรีสักมวนเถอะ
ผมเงยหน้าขึ้นมองที่ต้นเสียง
แปลกใจและคาดไม่ถึง ไอ้สิน
มึงจริงๆน่ะ
มึงกลับมาเมื่อไร
เมื่อวาน
กูมาเดินหามึงไม่เห็นเจอ
พวกนั้นเขาบอกว่ามึงเลิกขายของแล้ว
สินไหมนั่งลงข้างๆ
ผมจุดบุหรี่ให้มันมวนหนึ่ง
ผมพ่นควันพุ่งไปข้างบน
ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
กูเลิกแล้ว
กูเบื่อความเร่ร่อนของตัวเอง
อีกสองสามวันกูจะกลับบุรีรัมย์
กะจะเอาเงินที่เก็บไว้ไปลงทุนเปิดร้านขายของชำที่นั่น
ผมถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะพูดต่อ
แล้วมึงล่ะ
ไอ้สิน
มึงกลับมานี่หมายความว่ามึงได้ดิบได้ดีแล้วใช่มั้ย
ฝ่ายนั้นไม่พูดได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตานิ่ง
อัดควันบุหรี่ลึกราวกับมันจะเข้าไปกลั่นกรองเอาความในใจออกมา
เดือนที่แล้วกูกลับไปบ้านนอก
แม่มึงยังถามหามึงเลย
ผมเล่า อีศรีวรรณเมียมึงไปมีผัวใหม่ตั้งนานแล้ว
ทิ้งลูกให้แม่มึงเลี้ยงแน่ะ
เออ
ลูกมึงกำลังน่ารักเชียวนะ
ท่าทางมันจะรูปหล่อเหมือนพ่อมันว่ะ
สินไหมยังไม่เอ่ยปากอะไร
มันได้แต่แสดงความสนใจเมื่อผมเล่าถึงลูกของมัน
แล้วนี่มึงจะกลับไปสวีเดนอีกเมื่อไร
ผมป้อนคำถามต่อ
ไม่
กูไม่ไปอีกแล้ว
สินไหมส่ายหัวดิก
ราวกับจะสะบัดเอาความกดดันบางอย่างให้หลุดไป
ทำไม
ไม่มีคำตอบจากฝ่ายนั้น
สีหน้าและท่าทางของเจ้าเพื่อนคนนี้บ่งบอกถึงความพ่ายแพ้
เหนื่อยล้า
และสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
ผมได้ยินเสียงสะอื้นจากในอกของผุ้ชายร่างบึกคนนี้
แม้มันจะไม่ชัดเจนแต่ผมก็รู้ว่ามันกำลังร้องไห้โดยปราศจากน้ำตา
ลมหนาวกรูเกรียวผ่านมา
มันซัดเอากลีบการเวกดอกที่แก่จัดร่วงกราวลงมาตรงม้านั่งตัวนี้
มันกระจัดกระจายไปทั้งบริเวณ
ยามค่ำคืนยังพอที่จะเห็นมันเกลื่อนกลาดอยู่บนทางเท้า
รอให้คนกวาดถนนมาทำงานเสียก่อนเถอะ
พวกมันก็จะได้ไปนอนในถังขยะปนกับมูลฝอยชนิดอื่นๆ
และทุกๆคืนจะต้องมีดอกซึ่งเดินทางมาถึงวาระนี้
แม้คืนนี้จะเงียบแต่กลิ่นเจือจางอ่อนๆของการเวกก็ยังคงหอมหวาน
เมื่อเหลียวไปรอบๆจะเห็นดอกเล็กดอกน้อยแย่งกันแทรกตัวเข้ามาใหม่ๆ
ดอกไหนที่หอมที่สุด
สวยที่สุดย่อมน่าเด็ดดมกว่าดอกเก่าๆ
และถึงแม้ว่าดอกใหม่ๆจะทะนงตัวมันก็คงจะเป็นเพียงแค่ข้ามคืนเท่านั้น
เพราะไม่มีดอกการเวกดอกไหนๆหอมทนไปจนถึงวันพรุ่งนี้
มึงจะทำอย่างไร
ต่อไป
ผมเอียงคอถามเจ้าสินไหมด้วยความห่วง
มันส่ายหัวก้มหน้านิ่งเช่นคนหมดอาลัย
กูพลาดแล้ว
กูพลาด
ไอ้วิเวกมึงได้ยิน
มึงเข้าใจกูมั้ย
เข้าใจ
จะมีใครเข้าใจมึงได้เท่ากูวะไอ้สิน
ผมลูบหลังมัน
กูเคยบอกมึงแล้วไงเล่า
มึงจะไปชนะใครเขาได้
ในเมื่อมึงเองยังไม่เคยเอาชนะตัวมึงเองได้เลย
ในความเงียบ
มีเพียงเสียงสูดลมหายใจและแสงวาบๆของเพลิงบุหรี่ที่เผาแล้วเผาอีก
ผมนั่งเหยียดยาวพลางผิวปากเป็นเพลง
ปราสาททราย
ในใจก็นึกถึงเนื้อร้องที่ฟังทีไรก็นึกถึงตัวเองและเพื่อนร่วมเก้าอี้คนนี้
กว่าจะรวมจิตใจ
เก็บทรายสวยสวยมากอง
ก่อปราสาทสักหลัง
ก่อกำแพงประตู
ก่อสะพานสร้างเป็นทาง
ทำให้เป็นดังฝัน
ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง
อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท
น้ำทะเลก็สาดเข้ามา
ไม่เหลืออะไรเลย
แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า
กับน้ำทะเลเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน
ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
ทีละเล็กละน้อย
ที่คอยสะสมความดี
มีให้เธอเท่านั้น
ก่อเป็นความเข้าใจ
แต่งเติมความหมายด้วยกัน
คอยถึงวันที่หวัง
ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข
อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน
เธอก็พลันมาจากฉันไป
จะเอาแรงพลังที่ไหนมาเติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ
ไม่เหลืออะไรเลย
มันดึกมากแล้ว
ผมไม่มีเวลามานั่งสั่งสอนหรือทำตัวเป็น
พ่อพระให้แก่ใคร
มันเหนื่อยเหลือเกิน
ผมอ่อนล้าไปหมดทั้งกายและจิตใจ
เวลานี้ผมเหมือนดังกับวิ่งแข่งมาราธอนมาเป็นระยะทางไกลโข
ผมมองเห็นเส้นชัยอยู่ข้างหน้านั่นแล้ว
จำเป็นเป็นแค่ไหนที่ผมจะต้องหันกลับไปฉุดมือคู่แข่งขันที่หกล้มหกลุกคลุกคลานอยู่ตามรายทาง
เกมชีวิตของผมเกือบจะจบลงแล้ว
ส่วนเกมชีวิตของคนอื่นก็น่าจะปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของคนเล่น
เขาแก้เกมกันเอาเองมิใช่หรือ
กูจะกลับไปนอนแล้ว
ผมลุกจากม้านั่งแล้วบอก
พลางดึงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอีกมวน
ตั้งใจเอาไว้แต่แรกว่า
มันจะเป็นมวนสุดท้ายในชีวิต
ในนั้นยังมีอีกหลายมวน
มึงช่วยสูบให้หมดที
สำหรับกูมันจบแล้ว
ผมบอกพร้อมกับโยนซองบุหรี่ที่เหลือลงบนตักของเจ้าสินไหม
วิเวก
เสียงนั้นกระตุกให้ผมเหลียวกลับในขณะที่จะผละจากไป
นัยตาของสินไหมเวลานี้เหมือนลูกหมาที่โดนปล่อยไว้ข้างถนนไม่มีผิด
ผมส่ายหน้าช้าๆ
ไม่เป็นไรหรอกว่ะเพื่อน
หนี้สินที่มีต่อกันกูยกให้ มึงทำใจให้สบายเถอะ
ผมพูดจากใจ
ไม่
เสียงมันเบาเกือบจะแหบพร่า
ไม่ใช่เรื่องนั้น
แล้วอะไร
ดูเหมือนคำถามนี้ไม่ยอมหลุดจากปาก
ผมเพียงแต่อ้าปากรอคำตอบจากมัน
สินไหมทิ้งมาดหนุ่มเจ้าสำอางออกจนสิ้น
เวลานี้มันกลับไปเป็นไอ้บ้านนอกคนเดิมที่ปราศจากสิ่งแต่งเติม
ไอ้หนุ่มเนื้อหอมจากภูธร
ผู้ซึ่งเคยผ่านเข้ามาเป็น เทพบุตรในตลาดกามา
บัดนี้มันมีสภาพไม่ต่างจากเศษกระดาษที่ปลิวว่อนไร้คนแยแสตามริมฟุตบาธ
เมื่อยามตลาดวางวาย
ให้กูกลับด้วยคนสิ
มันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
นะ
ไอ้เวก..ให้กูกลับด้วยคนนะ
อย่าทิ้งกูไว้
ไม่มีคำตอบจากผม
มีแต่สายตาที่ยังมองมันเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความเป็นเพื่อนของมันไปจากผมได้
นอกจากความตายที่ยังอยู่อีกตั้งไกล
เจ้าสินไหมคว้าข้อมือผมแล้วติดตามมาในขณะที่ผมก้าวข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกไฟแดง
ณ ฝั่งตรงข้าม
ผมหยุดมองกลับไปยังจุดนั้น
อยากจะกลั้นหายใจสักหนึ่งนาที
แล้วพยายามปลิดอดีตให้ปลิวหายไปในบัดดล
ตึกห้างสรรพสินค้า
โรบิ้น
ทมึนมืดราวกับอสูรร้ายที่คอยโอบเหยื่อที่ผ่านไปมา
ซุ้มการเวก
หน้ากระจกใสมองลอดไปถึงมุมขายแฮมเบอร์เกอร์ที่เปิดไฟทิ้งไว้
เถาไม้เลื้อยดอกเหลืองอร่ามนั้นตกอยู่ในเงามืดของค่ำคืนอันหนาวเย็น
มันรอที่จะส่งกลิ่นหอมขจรในพลบค่ำของวันพรุ่ง
แล้วโรยหล่นในวันมะรืน
มันมีมนต์ขลังที่ฝังตัวคู่กับ
วัฒธรรมสีลม
ตลอดไป
จบบริบูรณ์
๑๗
เมษายน
๒๕๓๕