ลั่-น-ท-ม ๑
โดย
ภูพิสิฐ หอมธูปพรหม
นวนิยายขนาดสั้นเรื่องแรกของผู้เขียน
ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร
นีออน
ฉบับที่
๒๙ และ ๓๐ เมื่อปี ๒๕๒๙
และได้รับการโหวตจากผู้อ่านในช่วงนั้น
ให้เป็น
เรื่องสั้นยอดนิยมประจำปี

๑.
ภาคแรก
เมื่อสายลมรักพัดผ่านแถวริมทาง
เย็นมากแล้ว
เสียงเพลงชาติเพิ่งจะจบลงไปเมื่อตะกี้นี้เอง
ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มจางๆแล้วก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ลมร้อนแห่งเดือนเมษายนกลับสดใสและเย็นสบาย ธมเอนกายลงกับเนินหญ้าเขียวภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ สายลมพัดรัญจวน ในขณะที่เขาใช้แขนทั้งสองไขว้กันหนุนหัวต่างหมอน ธมอยากจะหลับตาลง ฝันถึงความสุข และเหวี่ยงเจ้าความทุกข์ออกไปไกลๆ แต่ท้องฟ้ายามนี้ก็มีสิ่งชวนมองเกินกว่าจะละสายตาไปจากภาพเหล่านั้น
นกตัวน้อยๆเป็นร้อยเป็นพันถลาร่อนอยู่บนห้วงนภากาศ
ธมไม่ได้ยินเสียงมันหรอก
เพราะมันอยู่สูงจากที่นัก
แต่เขาพอจะรู้ดีว่ามันจะไปไหนหลังจากนี้
แล้วไม่กี่นาทีจากนั้นมันก็สลายหายไป
ธมรู้ว่ามันชอบไปเกาะๆอยู่ตามสายไฟที่พาดอยู่เหนือถนนสายหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากที่ตรงนี้นัก
ระยะนี้ธมเดินผ่านไปมาแถบนั้นบ่อยๆ
และเขาก็ไม่เคยลืมแหงนหน้าขึ้นไปมอง
นกพวกนั้นมาชุมนุมเนืองแน่นกันทุกค่ำคืน
เขาเฝ้าแปลกใจว่ามันมาทำอะไรกันนะ
และมันมีจุดประสงค์อันใดที่เจาะจงมาใช้ที่ตรงนั้นพำนักพักพิง
แต่จนแล้วจนรอดธมก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที
นับประสาอะไรกับวงจรชีวิตของผู้อื่น
ขนาดเขาเองก็ยังหาเหตุผลใส่ตัวไม่สำเร็จเช่นกัน
ว่ามาร่อนเร่อยู่ที่นี่เกือบทุกเย็นและค่ำน่ะมันเพื่ออะไรกันแน่
ว่าวปักเป้าตัวน้อยกำลังส่ายหางระริกระรี้ระเริงร่าท้าลม
โดยไม่ยินดียินร้ายต่อความมือที่กำลังจะอมมันเข้าไปทั้งตัว
เจ้ายังคงล้อลมอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ในขณะที่ว่าวตัวอื่นๆที่เห็นก่อนหน้านี้ถูกชักดึงลงพื้นดินไปกันหมดแล้ว
กลับบ้านเถอะลูก
จะค่ำแล้วนะ
เสียงผู้เป็นแม่กู่เรียกลูกน้อยของเธอ
ในขณะที่เด็กสามสี่คนยังคงวิ่งโลดอยู่บนเนินกว้าง
ว่าวงูและว่าวผีเสื้อสีสันแสบตาส่ายไปมาเพราะเจ้าหนูน้อยเหล่านั้นจูงสายป่านแล้ววิ่งต้านลม
เสียงหัวเราะคละเคล้าเสียงลมหายใจหอบกระเส่าแต่ไม่ปรากฏแววเหนื่อยหน่ายบนดวงหน้าใสไร้เดียงสาเหล่านั้นเลย
จะมีก็เพียงแววเสียดายผุดขึ้นในดวงตาของพวกเขาทันทีที่มารดาประกาศหยุดยั้งการเล่น
แต่นั่นก็คือความห่วงใยของแม่ที่มีต่อสายเลือด
ธมฉุกคิดถึงตัวเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ
หากว่าแม่ได้มารับรู้พฤติกรรมบางอย่างที่ลูกชายของแม่กำลังเสาะแสวง
แม่จะคิดอย่างไรหนอ
และแม่จะเป็นห่วงธมสักขนาดไหน
เมื่อไรที่พวกแกมีลูกมีเต้านั่นแหละ
ถึงจะรู้ว่าแม่น่ะรักแกแค่ไหน
ธมเองคงไม่มีวันจะรู้เป็นแน่
เพราะชาตินี้ธมคงไม่มีโอกาสได้เป็นพ่อของใครทั้งสิ้น
ธมเลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเองเสียแล้ว
หลังจากที่ธรรมชาติเป็นผู้ขานชื่อเขามานานนัก
เขาไม่ได้ทำตัวเองให้เป็นไปอย่างนี้
แต่เขาเลือกที่จะเดินไปตามแนวทางที่ธรรมชาติปูลาดไว้ให้
พวกผู้ชายอย่างธม
ฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างที่เขาว่ากันจริงหรือ
ทั้งๆที่ธรรมชาตินั่นต่างหากที่สรรค์สร้างเขาขึ้นมาเอง
ท้องฟ้ามืดสนิทในเวลาถัดมา
นิยายรัก
น้ำเน่า
ของ
ชาวเรา
กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
ธมอยากจะบอกกับใครๆว่านี่คือเรื่องราว
รักใคร่
ระหว่าง
ผู้ชายกับผู้ชาย
แต่มันก็ช่างน่ากระดากปากกระดากใจเสียเหลือเกิน
ภายในสนามเด็กเล่น
ชื่อมันก็บอกกระจ่างอยู่แล้ว
แต่ในยามนี้
ยามที่ท้องฟ้าเปลี่ยนไปเป็นสีดำ
ที่นี่ก็แปรสภาพไปเป็นอีกโลก
ม้าหมุน ชิงช้า ไม้ลื่น
กระดานหกล้วนเงียบหงอยและแน่นิ่งไม่ไหวติง
ไม่มีเสียงเด็กๆร้องเจี๊ยวจ๊าวกระจองงองแงเหมือนเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ
ธมหย่อนก้นลงบนชิงช้า สองมือจบสายโซ่แล้วเริ่มโล้ให้มันไกว เสียงเอี๊ยดๆอ๊าดๆของเหล็กที่ว่างเว้นจากการหยอดน้ำมันดังขับไล่ความสงบไปทันที เมื่อเบื่อนักธมก็ย้ายขึ้นไปนั่งบนราวปีนป่าย เขามักจะชอบเหม่อลอยอยู่ที่นั่นนานๆ นอกจากจะเย็นสบายและให้ความรู้สึกปลอดภัยแล้ว มันยังให้ธมหวนคำนึงไปถึงวัยเด็กที่มันผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย
กลิ่นกรุ่นลั่นทมรำเพยแผ่ว
ธมแอบชื่นใจอยู่เงียบๆ
ต้นของมันอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้นัก
แม้ว่ามุมนั้นค่อนข้างมืดมัวอยู่สักหน่อย
แต่ก็ไม่ลำบากที่ธมจะมองเห็นดอกสีขาวนวลเป็นช่อช้อย
เวลาผ่านไปพร้อมกับลมหายใจอ้อยอิ่งและเดียวดายของธม
เสียงฝีเท้าของคน
เสียงกระซิบกระซาบ
เริ่มเกิดขึ้นรอบข้างนั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า
สวนแห่งนี้ไม่ถูกปล่อยให้หงอยเหมือนเมื่อหัวค่ำอีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่มักไม่ค่อยชอบ็นแสงสว่างกันนัก
ตามหลืบมุมสุมทุมพุ่มไม้มักเป็นที่หลบเร้นของคน
หน้าบาง
แต่ก็มีบ้างที่ไม่ใยดีกับแสงไฟนิดๆหน่อยๆเช่นคนจำพวกหนึ่งตรงโคนดอกเห็ดริมบึง
อีกทั้งม้าหินข้างกอพุทธรักษาตัวที่ธมชอบนั่งเป็นประจำนั่น
บัดนี้ดูเหมือนว่าใครสองคนแอบไปนั่ง
จู๋จี๋
กันเสียแล้ว
เกือบจะเป็นสภาพเคยชินสำหรับคนอย่างธม
ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ตามสถานที่เช่นนี้
หากมีใครตั้งคำถามให้พวกเขา
ก็คงไม่มีใครตอบว่าชอบความเมื่อยล้าจาการเที่ยวเดินตะลอนๆ
อีกทั้งคันคะเยอจากการโดนยุงกัด
ตลอดจนเสี่ยงต่อการถูกจี้หรือชิงทรัพย์เป็นแน่แท้
แต่มันน่า
อดสูสักเพียงไหน
ใครจะรู้บ้าง
ว่าคนเหล่านั้น
ยอมแลกสิ่งที่กล่าวมาเพื่อการ
บำบัด
ตัณหาเพียงวูบเดียว
แค่นั้น
ฉันเองก็คงจะเหมือนๆกัน
ธมแค่นหัวเราะอยู่ในหัวอก
เย้ยหยันให้กับความน่าขันของงชีวิตตัวเอง
ก็ฉันพยายามแล้ว
แต่ในที่สุดก็หนีแกไม่พ้น
เจ้าสวนสาธารณะเอ๋ย
จะว่าไป
พวกผู้ชายอย่างธมก็มีสภาพไม่ต่างจาก
ผีดิบ
สักเท่าไรนักหรอก ชีวิตที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆในมุมสลัว
แถมยังต้องออกล่า เหยื่อ
ในยามวิกาลเป็นกิจวัตร
ทำไมสังคมถึงช่างอยุติธรรมกับคนอย่างธมเสียจริงๆ
เขายังเป็นมนุษย์อยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว
หาได้มีส่วนใดผิดแผกพิศดารไปจากคนเดินดินอื่นเลย
ฉันมีความต้องการเพื่อน
ความสุข
ความเข้าใจ
ตลอดจนกามารมณ์ที่ใครๆต่างก็ปรารถนากันทั้งนั้น
ฉันผิด
เพียงเพราะรสนิยมที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่แค่นั้นหรือ
ธมรำพันกับตนเองด้วยความช้ำชอกในชะตากรรม
เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอทั้งๆที่พยายามทำใจ
และสร้างโลกส่วนตัวให้โสภาน่าอยู่
แต่แล้วธมก็ต้องท้อใจอยู่บ่อยๆ
เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนค่านิยมที่มีอยู่อย่างเหนียวแน่นให้ไปเป็นอื่น
หากมีใครสักคนมารักฉัน
และฉันก็รักเขาก็จะดีหรอกนะ
แล้วเมื่อนั้นฉันก็จะเลิกแคร์เสียที
ชีวิตที่เราเป็นเจ้าของ
ฉันย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับมันอย่างไรก็ได้นี่นา
ธมชอบคิดเรื่อยเปื่อยอย่างนั้น
แต่ความจริงมันน่าจะเป็นข้อความปลอบใจตัวเองซะมากกว่า
เพราะเขาเคยบอกตัวเองอยู่เสมอว่ามันเป็นไปไม่ได้
เพราะจุดที่ธมยืนอยู่มันปราศจากซึ่งความรักจริง ความใคร่ต่างหากที่คนที่นี่มองหา
ธมเองก็เช่นกันมิใช่ดอกหรือ
เพราะเจ้า
ความใคร่
นั่นแหละหนาที่มันจูงมือธมมาที่นี่
ความเหงานั่นก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่ง ไม่น้อยครั้งที่เขาต้องการ
เพื่อน
การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดกับคนใน
วงการ
เดียวกัน
มันทำให้ธมคลายกังวลในสิ่งที่กักเก็บมาแสนนาน
อย่างๆน้อยๆก็กไม่จำเป็นต้อง
สวมหน้ากาก
รัดกุมดังเช่นแต่ก่อน
ธมไม่รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนโลกนี้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว
เพราะที่นี่มีเพื่อนร่วม ชะตากรรมเดียวกับเขามากมาย
ณ
โคนลั่นทมดอกสะพรั่งและกลิ่นพราว
ร่างของใครคนหนึ่งตะคุ่มๆและลอบมองมาทางธมอย่างเงียบกริบ
รอยยิ้มจากคนๆนั้นแม้จะอยู่ในความสลัวลางแต่ธมก็รับรู้ถึง
ไมตรี
ที่เขาส่งผ่านมา
หนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ำแต่ซ่อนเสน่หาอย่างลึกลับ
ธมยอมรับกับตัวเองว่าถูกใจในเรือนร่างสันทัดนั้น
เขาสวมเสื้อเชิ๊ตลายๆพับแขน
กับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ
ธมชอบมองคนในลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว
เรียบๆง่ายๆแต่สะอาดตา
และออกจะมีรสนิยมคล้ายๆกับตัวธมเอง
พระจันทร์ในค่ำคืนวั้นนี้ค่อนข้างกระจ่าง
ดวงตาคู่ที่มองเห็นทอประกายโดดเด่นจนธมแอบเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อไปซะแล้ว
อาจเป็นเพราะธม
เหินห่าง
เรื่องพรรค์อย่างว่า
มานานพอดู ที่ทำให้ธมรู้สึกอุ่นวาบซาบทรวงถึงเพียงนี้ หลายต่อหลายคืนมาแล้วสินะที่ธมต้องนอนเปลี่ยวเปล่าร้าวใจ
ถึงแม้จะรู้ว่าการะบายความเครียดออกไปด้วยตัวเองมันไม่ยากเย็นอะไร
แต่หลายคืนที่ธมยังกระวนกระวายหารสสัมผัสจริงจัง
รอยจูบที่ชื่นฉ่ำรัญจวน
ไซ้ซุกอกอุ่นกว้างละมุนละไม
สุขกระสันในแรงรัดฟัดเหวี่ยงจากหนั่นเนื้อแน่นหนาและเร่าร่อน
แต่บางครั้งธมนึกโกรธตัวเอง
ที่ไม่สามารถทำตัวให้คล้อยไปดั่งใจคิด
ภายในจิตใจของธมว้าวุ่นสิ้นดี
และหากได้ยินเสียงของหัวใจเวลานี้
มันคงจะโต้เถียงแตกแยกเป็นฝักฝ่าย
ทำไมไม่ยิ้มตอบเขาล่ะเจ้าโง่
อย่าโกหกนะว่าแกไม่ชอบเขา
ต้องการเขาไม่ใช่หรือ
ไม่
ฉันไม่ชอบ
ที่จริงฉันไม่กล้าต่างหากเล่า
แต่ฉันก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่นา..ก็ใช่
อาจเป็นเพราะเขาตัวโตและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันมั้ง
ให้ตายซิ
ฉันไม่เคยจีบรุ่นพี่มาก่อนเลย
มันคงจะแปลกพิลึกล่ะหากฉันทำได้อย่างงั้น
กล้าสิ
แกต้องกล้า
ไม่เอา
ฉันไม่กล้าหรอก
โธ่
ไอ้งั่งเอ้ย
ไม่เช่นนั้นคืนเอ็งต้องชวดแหงๆ
ไม่
ไม่
ไม่ดีกว่า
อดเป็นอด
นอนคนเดียวมาตั้งหลายคืนแล้วไม่เห็นจะตายเลย
และแล้วสิ่งหนึ่งก็มาหยุดอารมณ์กระเจิดกระเจิงของธมไว้
นั่นคือเสียงนกหวีดของ
รปภ.
สัญญาณหมดเวลาดังกู่ก้องตลบไปทั่วทุกมุมสวน
หากว่าเสียงนั้นมันเป็นภาษาคน
ก็คงจะร้องว่า หมดเวลาแล้วโว้ย
สามทุ่มแล้วนะ
อยากทำอะไรกันต่อก็เชิญข้างนอกได้แล้วโว้ย
เสียงปี๊ดๆแหลมสูงของมันไม่เคยก่อความรู้สึกเลวร้ายให้กับธมเท่าครั้งนี้เลย
มันเหมือนมารร้ายที่มายื้อแย่งเอา
ฝันหวานของธมไปอย่างกระทันหันทันด่วน
จะว่าเป็นความผิดหวังก็คงจะไม่ผิด
หลังจากที่ธมหันไปก็พบกับความว่างเปล่า
ลั่นทมต้นนั้นยังยืนชูช่ออยู่ที่เดิม
มันทิ้งดอกพราวอยู่ตามพื้นดิน
ทว่าไม่มีแม้เงาของใครคนนั้นตกหล่นอยู่เลย
ธมเดินมาหยุดยืนอยู่ใต้ร่มไม้อันมีสมญาแสนเศร้า
เพื่อทบทวนความฝันอันน่าเสียดายที่เพิ่งจะจางจาก
กลิ่นหอมเย็นผ่านมากระทบปลายจมูกอีกครา
พร้อมๆกับกลิ่นอายเสน่หาในห้วงคำนึง
ธมไม่เคยชอบช่วงเวลาหลังสัญญาณนกหวีดเลย
แม้ว่าภายในสวนจะไม่น่าอภิรมย์ในบางครั้ง
แต่มันก็ยังจะดีกว่ากลับไปพบกับความน่าเบื่อหน่ายร้อยแปดพันประการที่บ้าน
ปัญหาเรื่องเงินเรื่องทองดูจะเป็น
ตัวเอกประจำวัน
ซึ่งมีผลกระทบต่ออารมณ์ของคนในบ้าน
เรื่องราวบู๊ล้างผลาญระหว่างพี่สาวกับพี่เขยมีให้ชมแทบทุกวี่วัน
หรือไม่ก็เพลินเพลงลูกทุ่งยอกฮิตจากฝีปากพ่อเลี้ยงคอทองแดง
ที่สำคัญก็คือไม่ว่าพ่อเลี้ยง
พี่ชาย
ตลอดจนพี่เขยต่างก็เป็นนักร่ำสุราระดับชาติกันทั้งน้าน
ถ้าเป็นไปได้ธมมักจะหาทางออกไปจากสวนก่อนถึงเวลาปิด
เขาไม่ชอบเดินนวยนาดออกไปหลังจากที่ยามเป่านกหวีดไล่ดังๆ
เพราะนอกจากจะถูกมองอย่างไม่สบอารมณ์ของยามหน้าประตูแล้ว
ยังทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนโดน
ตะเพิดออกมาอย่างกับหมูกับหมาอีกด้วย
แต่
คืนนี้ธมก็ต้องรับความรู้สึกดังว่าเข้าให้อีกจนได้
หลังจากนั้น
ที่ป้ายรถประจำทาง
ธมรู้สึกอ่อนเปลี้ยและเมื่อยล้า
แต่ภายในใจนั้นยิ่งไปกว่าไหนๆ
โดยปรกติแล้วไม่ใช่คนฝัน ลมๆแล้งๆ
แต่คราวนี้เขารู้สึกแห้งเหี่ยวดุจลมร้อนเป่า
เมื่อมองออกไปยังท้องถนนเบื้องหน้า
แสงไฟหน้ารถพุ่งไปมาชวนปวดหัว
ช่อพลับพลึงหลากหลายบนเกาะกลางถนนเฉาโรยราเหมือนหัวใจของเขาในขณะนี้
ช่อที่ผุดขึ้นมาใหม่ๆก็ใช่ว่าจะงามงดสดสวย
แรงลมโบกสะบัดกอรปกับหมอกควันไอพิษคอยสัมผัสให้มัวหมองอยู่ร่ำไป
สวัสดีครับ
ว่าไง..จะกลับซะแล้วหรือ
ขอคุยด้วยคนนะ
ผมชื่อศรัญ
หัวใจธมรัวระทึกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำทักทายซึ่งลอยมาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย
เลือดหนุ่มภายในกายสูบฉีดในจังหวะเร่าร้อนเมื่อธมเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับฝ่ายตรงข้าม
ธมหวนคนึงถึงต้นลั่นทมและเขาคนนี้อีกครั้ง
แน่นอนมันจะเป็นความฝันไปได้อย่างไรกัน
ในเมื่อเขาคนนั้นยืนอยู่แค่เอื้อมนี้จริงๆ
ยิ้มของเขาซ่อนไว้ด้วยความหมายที่ธมไขว่คว้า
ในขณะที่ธมเองก็มีรอยยิ้มที่บานสะพรั่งแลกกลับไป
เขารู้สึกด้วยจิตสำนึกว่า
ไม่มีมายาเสแสร้งแทรกเข้ามาในครั้งนี้เลย
ศรัญทรุดกายลงตรงที่นั่งว่างข้างๆ
ฝ่ามืออันร้อนผ่าวแปะลงตรงหลังมือของธม
ใบหน้าของธมร้อนวูบๆ
พลัน
ศาลาที่พักผู้โดยสารเก่าๆแห่งนี้ก็กลายเป็นสีชมพูอ่อนหวานเช่นดอกยี่โถที่บานชูช่ออยู่ฟากกระโน้น
รถประจำทางสายสิบสี่แล่นเข้ามาเทียบป้าย
สายตาหลายคู่บนนั้นทำให้ธมและเขานึกขึ้นได้ว่ามันมิใช่วิมานดั่งวาดเอาไว้
และแล้วมืออุ่นๆของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกธมยกออกไปแต่โดยดี
สร้อยของคุณสวยจังครับ
ผมขอดูหน่อยได้ไหม
ธมหาคำอะไรขึ้นมาพูดเสียหน่อยเพื่อขจัดความเคอะเขิน
สร้อยคอเส้นนั้นเป็นเงินลายสวยก็จริงอยู่
แต่ธมอยากจะสัมผัสเนื้อแน่นบริเวณแผงอกนั่นมากกว่า
เอาสิ
ฝ่ายนั้นว่าพร้อมกับถอดมันออกจากลำคอ
จากนั้นก็จัดแจงสวมมันลงไปบนผมหยักศกของธม
ไม่
ธมปัดป้อง
ผมขอดูนิดเดียว
ไม่อยากได้หรอก
เถอะ
เอาไปดูเล่นสักวัน
พรุ่งนี้ค่อยคืนก็ได้
ศรัญขยับร่างเข้ามาใกล้ที่สุดแล้วก็สวมมันลงไปจนเรียบร้อย
ขโมยใครมาหรือเปล่า
ถึงได้ให้ง่ายดายอย่างงี้
หน้าอย่างงี้เป็นโจรได้มั้ยเล่า
หนุ่มผู้มีเสน่ห์ลึกชี้หน้าตัวเองพร้อมกับย่นจมูกและแยกเขี้ยวอย่างขี้เล่น
รถสายสิบห้าติดไฟแดงอยู่ที่สี่แยก
มันพร้อมที่จะหลุดเลื่อนมายังป้ายนี้
ส่วนศรัญก็ชะแง้มองอย่างใจจดจ่อ
ธมไม่อยากได้ยินถ้อยคำที่จะออกมาจากปากเขาเลย
แต่มันก็ต้องเป็นไป
เมื่อรถคันนั้นแล่นใกล้เข้ามา
พบกันพรุ่งนี้ที่เก่านะ
อย่าลืมเสียล่ะคนดี
มืออุ่นของเขาบีบมือธมเหมือนจะย้ำวลีนั้นให้แน่นหนัก
รถเข้ามาเทียบป้าย
ผู้โดยสารอื่นๆพากันขึ้นไปจนเกือบหมดแล้ว
แต่ศรัญยังคงละล้าละลัง
เขาวิ่งไปยังรถซึ่งเข้าเกียร์พร้อมออกอยู่ทุกขณะ
ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายหวนกลับมาที่ธมอีกรอบ
พร้อมกับร้องถามอย่างรีบเร่งและร้อนรน
ชื่ออะไร
ยังไม่บอกผมเลย
ธม
มือใหญ่หนาของเขาตบศีรษะของธมอย่างเอ็นดูเบาๆ และเมื่อหันกลับไปเขาก็เกือบพราดไม่ได้เป็นผู้โดยสารของรถเมล์คันนั้นเสียแล้ว เพียงแค่มือเกาะราวประตูและขาเหยียบลงตรงบันได ชั่ววูบเดียวมันก็พาเอาร่างนั้นของเขาหายไปจากที่ตรงนี้
และ
มิหนาซ้ำใจของธมมันก็พลันหายไปด้วย
คืนถัดมา
ธมสวมเสื้อเชิ๊ตลายสวยตัวใหม่
เพื่อที่ว่าจะได้ดูหล่อกว่าวันก่อนๆ
เขาไม่อยากจะแต่งตัวให้มันเลอเลิศเกินความจำเป็นไปกว่านี้หรอก
กางเกงยีนส์น่าจะเหมาะกับรรยากาศในสวนสาธารณะอยู่แล้ว
น้ำในสระดำเป็นมันในยามค่ำคืน จันทร์แจ่มสะท้อนอยู่ในนั้น นานๆทีถึงจะมีใบไม้แห้งร่วงหล่นลงไปทำให้จันทร์เพ็ญไหวยวบยาบ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแหงนมองดวงจริงบนผืนฟ้ากว้าง สำรวจว่ามันยังคงที่อยู่หรือเปล่า ช่อชวนชมเป็นทิวในกระถาง ผกากรองงามระยับตลอดแนวที่ผันผ่านไป สีของมันหวานจับใจแต่กลิ่นชวนวิงเวียนติดมือยามจับต้อง
สายลมกราวกรู
ต้นประดู่ทิ้งดอกกราวเกลื่อนบนพื้นหญ้า
กลิ่นหอมแบบพิเศษเตะจมูกแต่เพียงบางเบา
เสียงปลาตัวโตๆฮุบเหยื่ออยู่ในหนองน้ำนั่น
แม้ห้วงชลอันนิ่งสนิทก็มีการเข่นฆ่าซ่อนเร้นอยู่นั่นเอง
ธมหยุดยืนอยู่หน้าสนามเด็กเล่นเพียงครู่หนึ่ง
ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปภายในเป็นคำรบที่สองของค่ำคืนวันนี้
ไม่ปรากฏกายของผู้นัดหมายแม้เงา
และยิ่งเวลาผ่านไปดูเหมือนใจของธมก็หวั่นไหวไปเรื่อยๆ
ณ
โคนลั่นทมต้นเดิม
ธมยืนพิงด้วยหมดอาลัย ดอกยังบรนไสวเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านไป
แม้จะโรยหล่นไปบ้างตามกาล
แต่ดอกใหม่ๆก็เบ่งบานขึ้นแทนที่
กลิ่นของมันหอมประหลาดล้ำจริงๆ
ธมไม่สามารถบรรยายแก่ใครๆถูกว่ามันหอมแบบไหนอย่างไร
ยังจำได้ดี
ธมเองเคยหลงใหลเจ้าดอกไม้ชนิดนี้มากเมื่อตอนที่เป็นเด็ก
นานมาแล้วที่ลานวัดข้างบ้านปลูกมันเรียงรายหลายต้น ธมมักจะเก็บดอกที่ร่วงๆมาร้อยกับเชือกเป็นพวก
และแอบเชยชมมันอยู่เพียงคนเดียว
ลั่นทมมีเสน่ห์ที่รูปลักษณ์ง่ายๆ
กลิ่นอุ่นๆและกลีบนุ่มนวลละมุน
เขาว่ากันว่าผู้ชายอย่างธมเป็นเช่น
ชาวดอกไม้
และหากว่ามันเป็นดังที่เปรียบไว้ล่ะก็
ธมคิดว่ามันต้องเป็นเจ้าดอกลั่นทมนี่เสียมากกว่าเป็นดอกอื่น
เพราะทุกคราที่เขานำเอามันเข้าไปในบ้าน
แม่ก็ต้องว่าอย่างงี้เสียทุกครั้งไป
ดอกไม้อัปมงคลพวกนี้เอาเข้ามาทำไม
ไป๊
เอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้นะ
เขาปลูกเอาไว้ตามวัดนั่น
ธมอดที่จะถอนใจมิได้เมื่อนึกถึง
เจ้าดอกไม้สีขาวแกมเหลืองเหล่านี้มันคงจะมีกรรมเหมือนคนอย่างธมกระมัง
และจวบจนวันนี้ธมเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ว่ามันอัปมงคลที่ตรงไหน
มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ลายเสื้อเชิ๊ตที่ดูสดใสเมื่อตอนเริ่มสวม
บัดนี้มันดูไขว้เขวระคนหม่นหมอง
ค่ำคืนนี้
ไม่ว่าพระจันทร์จะลอยโด่งไปสูงสักแค่ไหน
ธมยังคงรอคอยอยู่ที่ตรงนี้
ผู้ที่เข้ามาทักทายใหม่ๆ
ดูจะไร้ความหมายไปเสียสิ้น
เข็มสั้นของนาฬิกาบนข้อมือเคลื่อนเข้าใกล้เลขเก้าเต็มที
ลานลั่นทมแห่งนี้ก็ยังมีเพียงธม
ไม่มีวี่แววของร่างหรือดวงตาลึกเล้นคู่ที่เขาเผ้าคอย
เขาคงแค่จะหลอกเราเล่นๆ
..
ไม่น่า
เขาอาจมีธุระอื่นก็ได้น่นา
ธมรำพันกับตัวเองพลงยกมือขึ้นคลำสายสร้ายเงินบนคอ
ความคิดอันสับสนแล่นเข้ามาวุ่นวายในจิตใจอีกครั้ง
..