ลั่-น-ท-ม ๒
โดย
ภูพิสิฐ หอมธูปพรหม
นวนิยายขนาดสั้นเรื่องแรกของผู้เขียน
ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร นีออน
ฉบับที่
๒๙ และ ๓๐ เมื่อปี ๒๕๒๙
และได้รับการโหวตจากผู้อ่านในช่วงนั้น
ให้เป็น
เรื่องสั้นยอดนิยมประจำปี

๒.
ภาคหลัง
ใครคนหนึ่ง
ณ ชายน้ำท่าพระจันทร์
ฤดูร้อนผ่านไปอย่างแห้งระโหย
.ธมผ่านชีวิตบนทางสายนี้มาพอสมควร
ความใคร่ดูจะเป็นสิ่งยืนหยัดและคงทนถาวรในโลกของคนเหล่านี้
ความรักมันคงจะมีอยู่บ้างหรอก
แต่มันก็หาได้ตกหล่นอยู่ตามรายทาง
สำหรับธมเองก็ไม่เคยคิดหวังถึงปานนั้น
แค่คบกันและมีความจริงใจให้กัน
มันก็หายากเสียเหลือเกินแล้ว
ณ
สวนสาธารณะอีกแห่งกลางใจเมืองหลวง
ธมเคยคิดเล่นตลกๆกับตัวเองบ่อยๆ
มีบางครั้งที่เขาอยากจะกล่าวสดุดีต่อบุคคลที่คิดบุกเบิกสถานที่เหล่านี้
เพราะคนๆนั้นเท่ากับมีส่วนให้ชีวิตของธมโบยบินและโลดแล่นไปในเส้นทางที่ควรจะเป็น
ลมโชยมาหวิวๆ
ใบไม้เฉาๆกราวเกลื่อนลงสู่พื้นดิน
ต้นตาเบบูญ่า
หรือชมพูพันธ์ทิพย์
ซึ่งแผ่กิ่งก้านอยู่เบื้องบน
ดอกสีหวานๆของมันร่วงระดาระดาษจนดินแดนแถบนี้เกือบจะปูลาดด้วยสีชมพู
ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งชวนพิศวง
ดอกใบที่โรยราไปตามกาลก็เพื่อจะผลิชีวิตใหม่ๆ
ผืนดินที่รกไปด้วยดอกไม้ใบหญ้ากลับดูบริสุทธิ์และสะอาดอะไรเช่นนี้
ซ้ำในบางครั้งยังงดงามเต็มไปด้วยคุณค่าทางศิลปะในสายตาของจิตรกรฝีมือเอก
ผิดกันอย่างไรกับสิ่งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์มักง่ายบางคน
เช่น เศษกระดาษ ถุงพลาสติก
ตลอดจนสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆ
ดังที่ได้พบเห็นอยู่เนืองๆ
และถ้าหากว่ามนุษย์ที่เกิดมาจากการสรรค์สร้างโดยธรรมชาติอย่างธมล่ะ
มีใครเคยมองเห็นเป็นงานศิลปะจากธรรมชาติบ้างไหมหนอ
ยามเย็น
ธมมักจะเห็นที่นี่เป็นแหล่งพักพิง
พระอาทิตย์ที่ยังไม่พ้นขอบฟ้ามีความหมายสำหรับคนที่ต้องการมองเห็นหน้าค่าตากันชัดๆ
มันเหมาะที่จะเป็นสถานพบปะพูดคุยกันมากกว่าที่จะมีอะไรอื่นกันเลยเถิด
ประตูด้านคลองหลอดมีคนผ่านเข้าออกอยู่เสมอๆ
ชีวิตพวกผู้ชายอย่างธมหรือจะมีอะไรดีไปกว่านี้การเวียนวนอยู่ตามสวนสาธารณะเป็นทางเลือกที่ง่ายดายที่สุด
แม้ว่าบางครั้งมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยก็ตามที
ยังจะดีเสียกว่านอนรอความเหี่ยวเฉาเปล่าเปลี่ยวตลอดไป
ชีวิตผู้ชายพวกนี้ก็คงต้องผูกติดอยู่กับสวนสาธารณะไปจนชั่วนิรันดร์
เพราะแม้แต่ธมเองก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะแกะตัวเองให้หลุดพ้น
ตาแก่บางคนยังอุตส่าห์ลากสังขารอันร่วงโรยมาที่นี่
น่าอนาถใจแค่ไหนถ้าจะบอกให้รู้ว่า
คุณลุงคุณตาเหล่านั้นก็มาที่นี่เพื่อ
บำบัดความต้องการทางเพศเอันผิดแผกหมือนอย่างธมเช่นกัน
เป็นครั้งแรกที่ธมรู้สึกเสียววูบไปถึงอนาคต
มันจะงดงามดุจธรรมชาติสรรค์สร้างหรือว่าน่าสมเพชเวทนาอย่างที่เห็น
ฟ้ากระจ่างเมื่อครู่ก่อนถูกกลบเกลื่อนด้วยเมฆฝนสีเทาเข้มแลซึมเศร้า
แต่หัวใจของธมกลับรัวระทึก
แทบไม่เชื่อสายตายตัวเองต่อภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้านั่น
ศรัญ
ทำไมธมจะจำเขาไม่ได้
เสื้อยืดสปอร์ตสีแดงเพลิงเน้นสรีระของเขาให้ชวนสัมผัส
เขานั่งลงข้างๆเหมือนเมื่อครั้งแรกรู้จัก
แต่นี่มันก็เป็นเพียงครั้งที่สองในระยะห่างกันเกือบสองเดือนมาแล้ว
ยังจำศาลาที่พักผู้โดยสารสีสวยในจินตนาการ
และ
ครั้งนี้รอบกายเราทั้งสองก็ห้อมล้อมด้วยกลีบชมพูพันธ์ทิพย์ที่บานสะพรั่งและโรยเกลื่อน
ธมแปลกใจตนเองอยู่มากที่ไม่ยักรู้สึกโกรธเหมือนดังที่ตั้งใจไว้
ลมหายใจอุ่นๆกระทบปลายจมูกของธมก่อนที่อีกฝ่ายจะกระซิบกระซาบอย่างเว้าวอนระคนยินดี
ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันอีก
เขาบีบมือธมจนชา
ดีใจจนบอกไม่ถูก
จริงๆนะ
ธมเองก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
ความโกรธที่กักเก็บเอาไว้ตั้งนานนม
บัดนี้มันเจือจางไปไหนจนสิ้น
สาเหตุใดที่ธมยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขาแต่โดยดีอย่างนี้
ไม่มีคำถามใดๆที่ธมอยากถามหลุดลอดออกมาจากปากทั้งๆที่ตั้งใจเอาไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ
แต่ธมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได
โกรธผมหรือ
ศรัญตีหน้าฉงนเมื่อธมถอดสร้อยเส้นนั้นออกจากคอแล้ววางลงบนฝ่ามือเจ้าของเดิมของมัน
เปล่านี่ครับ
ธมเสียงกระเส่า
ก็มันไม่ใช่ของผมสักหน่อย
เอากลับไปเถอะเดี๋ยวมันจะหาย
ฝนโปรยลงมาบ้างแล้ว
คนทั้งสองไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะกระเจิงไปทางใดกันบ้าง
แต่เสื้อผ้าที่เริ่มชื้นเป็นจุดแรกที่เริ่มมองหาที่ทางหลบหลีก
พุ่มไม้หนาๆพอประทังละอองน้ำได้บ้าง
แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเลยสำหรับพายุฝนที่กระหน่ำตามเป็นลูกต่อๆมา
กลับกันดีกว่านะ
ในสวนนี้ไม่มีที่กำบังเลย
เดี๋ยวหวัดจะกินแย่
บ้านผมไม่ไกลหรอกเรือข้ามฟากไปก็ถึง
ธมไม่กล้าบอกกับตนเองอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า
ทำไมครั้งนี้มันช่างง่ายดายต่อการตัดสินใจเสียเหลือเกิน
และแล้วร่างเปียกปอนของทั้งสองหนุ่มก็ลงไปในเรือ
ณ ท่าพระจันทร์
เสียงเครื่องยนตร์ดังตึกๆตักๆ
เหมือนแรงบีบของหัวใจที่กระสันสวาท
ธมหนาวสั่นหวั่นไหวเนื่องจากความชื้นของเสื้อผ้าบวกับละอองน้ำที่ซัดเข้ามาในลำเรือเป็นระยะๆ
แต่อาการสะท้านภายในนั้นมันมากมายกว่าหลายร้อยพันเท่านัก
ปากซอยแคบๆที่ธมถูกพามานั่น
เจิ่งนองไปด้วยน้ำ
แต่มันก็มิใช่ปัญหาใหญ่ที่คนทั้งสองจะพากันไปสู่จุดหมายปลายทาง
ฝนยังสาดซ่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเมื่อถึงห้องเช่าที่ก้นซอย
เสียงน้ำกระทบหลังคาสังกะสีดังระงม
ศรัญดึงบานหน้าต่างไม้เข้าหากัน
ก่อนที่จะหันมามาเผชิญกับธมซึ่งยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางห้อง
ศรัญเคลื่อนกายเข้าใกล้พลางกระชับร่างของหนุ่มรุ่นน้องเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง
นัยตาเขาเชื่อมเลื่อมลายเหมือนพบขนมหวานถูกใจวางอยู่ตรงหน้า
ทำไมน่ารักอย่างงี้
หือมม
จมูกแหลมของเขาซุกอยู่ข้างๆหูธม
หนาวหรือ
เปลี่ยนเสื้อก่อนนะ
มา
ถอดให้
ธมยืนชูแขนขึ้นทั้งสองข้างอย่างเด็กว่าง่ายคนหนึ่ง
ปล่อยให้เสื้อยืดสีกรมท่าถูกดึงออกไปแต่โดยดี
จากนั้นศรัญก็หันมาจัดการกับตนเอง
เรือนร่างอิสระถาโถมเข้าหากัน
ริมฝีปากเร่าร้อนประกบเกี่ยวในวินาทีถัดมา
สิ่งที่ถ่ายทอดให้แก่กันนั้นชุ่มชื่นดุจสายน้ำที่เทราดรดลงบนร่าง
ธมเรียงเรียงไม่ไม่ถูกหรอกว่ามันเริ่มต้นและจบลง
ณ ตรงไหน
เขาลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร
และกำลังทำอะไรลงไปบ้าง
.
สิ่งที่ยังหลงเหลือและคงดำเนินไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง
มันคือความสุข
ความต้องการทางธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในห้องเหวแห่งตัณหาระคะ
ธรรมชาติของผู้ชายสองคน ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กำลังจะกลายเป็นห้องหลายเหลี่ยมหลายมุม ซึ่งบางมุมคนส่วนใหญ่ทั่วไปอาจไม่เคยเห็น
พายุฝนข้างนอกเกือบจะยุติลงแล้ว
แต่พายุอารมณ์ภายในห้องนี้กำลังโหมกระหน่ำพัดเอาละอองปรารถนาเข้าคลุกเคล้าถาโถม
พายุร้ายที่คลุ้มคลั่งนั้นดูน่าเกรงขามก็จริง
แต่ธมก็ยินยอมพร้อมใจที่จะกระโจนลงไปตายในนั้นอย่างเต็มอกเต็มใจ
มันมิใช่ลีลาการถ่ายทอดพันธุกรรมเฉกเช่นมนุษย์ส่วนใหญ่คู่อื่นๆพึงปฏิบัติต่อกันก็จริง
แต่มันก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งซึ่งธรรมชาติได้มอบหมายให้
เสียงครางครวญป่วนปั่นด้วยอารมณ์สุนทรีย์
ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หน้าไหนๆบนโลกขรุขระใบนี้
แล้วแล้วพายุฝนลูกสุดท้ายก็กระหน่ำเสียจนล้มคว่ำขะมำหงาย
แต่ก็โชกโชนไปด้วยหยาดแห่งความสุข
ที่แม้ว่าจะเป็นเพียง สุขชั่ววูบ
ก็ตาม
แต่กระนั้นธมก็อยากตะโกนให้ก้องโลกว่า
สะใจ
ชายสองคนยังคงคลอเคลียอยู่บนพื้นห้องที่เรียบโล่ง
กลิ่นอายดินระคนความชุ่มชื่นที่ยังไม่จางจาก
เจ้ากลิ่นหอมแบบนี้ธมชอบเหลือเกินที่จะสูดมันเข้าไปจนเต็มปอด
ศรัญยันกายอันหนาแน่นขึ้นมาจุมพิตพ่อยอดชู้
พลางก็แนบใบหน้าชุ่มเหงื่อลงกับอกอุ่นๆของฝ่ายตรงข้าม
อายเสน่หายังกรุ่นๆอยู่ในทุกอณูของห้อง
กระแสเลือดวิ่งผ่านถึงกันอย่างประหลาดล้ำ
เนื้อที่แนบแน่น
แทบจะเป็นหนึ่งเดียวค่อยๆคลายออกจากกัน
เสียงนุ่มนวลกระซิบที่ข้างหูของธม
ธมครับ
มาอยู่กับผมมั้ย
เขาเอานิ้วขยี้ปลายจมูกธมเล่นเพลินๆ
รู้เปล่า
ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่กับคุณอย่างงี้
ธมจ้องหน้าศรัญเหมือนจะหยั่งใจลงไปลึกๆ
ชีวิตอย่างเราๆ
เดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเดียวกัน
พอใจกันก็พากันมาสมสู่
เสร็จแล้วก็เสร็จกันไป
ผมยังไม่อยากจะแน่ใจกับความสุขที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ
ธมลดเสียงอ่อนลงนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อไป
จริงแล้วผมก็ชอบพี่นะครับ
แล้วผมจะมาที่นี่บ่อยๆ
หากพี่มีความสุขจริงอย่างที่พี่ว่า
เจ้าสำนวนจริงนะเรา
ศรัญค่อนว่า
จะมาอยู่เลยก็ได้
แม้สายตาของธมจะเต็มไปด้วยคำถาม
แต่เขาก็ไม่อยากปฏิเสธข้อเสนอที่ศรัญว่า
เมื่อคิดถึงบ้านตัวเองซึ่งแสนจะน่าเบื่อหน่าย
สามวันต่อมาธมจึงตัดสินใจหิ้วกระเป๋าใบย่อมๆลงเรือข้ามฟากมาเป็นสมาชิกห้องเช่าสี่เหลี่ยมแห่งนี้
พร้อมกับบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะมาอยู่ในฐานะ
เพื่อนร่วมห้องกันเท่านั้น
ทั้งๆที่ธมยังหลอกตัวเองอยู่บ้าง
ความจริงแล้วธมก็ชักจะเริ่มมีใจผูกพันธ์กับเจ้าของห้องในทางอื่นบ้างแล้วเหมือนกัน
แรกๆนั้นธมคิดว่าตัวเองมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับคนที่เข้าใจ
ศรัญเป็นทำตัวเป็นเพื่อนและพี่ชายที่แสนดีเสมอมา
ดีจนธมคิดเอาเองว่าเขาสามารถแกะตัวเองออกจากสวนสาธารณะได้สำเร็จแล้ว
เพราะถ้าหากชีวิตธมไม่เหงาแล้ว
ไอ้สวนบ้าบอนั่นมันจะมีความหมายอะไรอีกเล่า
นานๆไป
เมื่อธมมานั่งตรองดูอีกที
มันเป็นความคิดที่ถูกหรือผิดกันแน่กับสิ่งที่เขาเคยพูดกับศรัญ
ไม่น้อยครั้งที่ศรัญพาหนุ่มแปลกหน้าคนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องในวิมานสี่เหลี่ยมแห่งนี้
และถ้าคืนไหนเป็นเช่นนั้น
ธมเองนั่นแหลที่ต้องพาตัวเองขึ้นไปนอนบนเตียงแคบๆมุมห้องๆ
สวนศรัญก็จะนอนเคียงข้างกับ คู่ขา
คนใหม่ๆเหล่านั้นบนพื้นห้อง
พื้นที่ที่ธมและเขาต่างก็เคยทำอะไรต่อมิอะไรกันมาอย่างลึกซึ้ง
ธมทำใจแล้ว
แต่มันทำไมช่างทรมานเสียเหลือเกิน
ที่ต้องทนให้ภาพบาดใจน้ำทิ่มแทงนัยตา
ทั้งๆที่หลับตาสนิท
ธมไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้าปากพูดอะไรเมื่อนึกถึงสถานภาพที่มีต่อศรัญ
และมันยิ่งเจ็บเจียนบ้าเป็นเท่าทวี
เพราะมันคือสิ่งที่ธมกำหนดมันขึ้นมาเอง
ในที่สุด
ธมก็ต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาจากวิมานสี่เหลี่ยม
ธมไม่ค่อยได้มีเหตุผลสำหรับตัวเองเสมอในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
แต่ธมก็บอกเหตุผลกับศรัญว่า
แม่ขอร้องให้ผมกลับไปช่วยงานที่บ้านบ้าง
เสียงธมขาดหายไปเป็นช่วงๆ
และดูเหมือนว่าน้ำตาอยากจะซึมออกมาพร้อมกับน้ำเสียงแกมประชด
อีกอย่าง
ผมไม่อยากจะให้พี่ต้องมาลำบากใจเพราะผม
โชคดีนะธม
เขาจับหัวธมเหมือนทุกครั้ง
ธมดูคนๆนี้ไม่ออกเลยจริงๆ
เขาไม่นึกระคายเคือง หรือ
อาวรณ์อะไรสักนิดเลยหรือ
ท่าพระจันทร์คืนนี้ไม่ชื่นฉ่ำเหมือนเมื่อครั้งฝนโปรย
สองฝั่งชลอ้างว้างระคนขมขื่นเสียงตึกๆ
ตักๆของเครื่องยนต์ดุจดังเสียงสะอื้นที่กลืนอยู่ภายใน ธมยันกายขึ้นไปนั่งอยู่บนราวเหล็กท้ายเรือข้ามฟาก
ผิวน้ำระยิบระยับอันเกิดจากแรงสะเทือนของเรือน้อยใหญ่ในแม่น้ำ
เดือนเสี้ยวสะบัดพรายไปมาอยู่ในกระแสเจ้าพระยาที่รินไหลคล้ายกับใครกำลังโบกมือลา
ลาก่อนพระจันทร์ดวงนี้
ลาก่อนท่าพระจันทร์
ฉันขอกลับไปมองดวงเดิมที่ลานลั่นทมนั่นยังดีกว่า
ธมไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีความทุกข์ทรมานใจอย่างเช่นเดี๋ยวนี้
เสียงเรียกร้องจากหัวใจอันแสนดื้อของเขาเองเป็นผู้กระทำ
ความรู้สึกชนิดนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตของเขา
และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายชื่อศรัญจึงยังถูกบันทึกไว้ในความคำนึงอย่างแน่นเหนียวอย่างนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่คือศรัญยังคงเวียนวนและตราตรึงอยู่ที่ในหัวใจของธม
ยิ่งพยายามสลัดมันออกไปแต่ก็ดูเหมือนว่ามันยิ่งพันกันอีนุงตุงนังไปหมดแล้ว
คิดถึง
ธมมีความรู้สึกอย่างนี้จริงๆ
ให้ตายสิ
มันไม่ใช่ความต้องการธรรมดาๆอย่างที่เขาเคยเป็น
แต่มันบริสุทธิ์ มั่นคง
ซื่อตรง
และแน่วแน่เกินกว่าจะบรรยาย
ธมกล้าพูดอย่างลูกผู้ชายเลยว่า
สิ่งดังกล่าวมันเดินออกมาจากจิตสำนึกของเขาจริงๆ
ธมไม่ตะขิดตะขวงใจหรอกที่เรียกตัวเองว่า
ลูกผู้ชาย
เพราะครั้งหนึ่งครูเคยสอนไว้ว่า
ความเป็นลูกผู้ชายไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเหนิด
แต่ลูกผู้ชายคือคนที่มีความรับผิดชอบชั่วดี
และรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าได้กระทำอะไรลงไปบ้าง
คืนนี้ลั่นทมร่อยหรอลงไปจนน่าใจหาย
ดอกเพียงไม่กี่ดอกที่ติดอยู่กับกิ่งลุ่นๆของมันดูหดหู่ซึมเซาสิ้นดี ธมอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆให้สาแก่ใจนัก ตั้งแต่หันหลังให้กับท่าพระจันทร์คราวนั้น ธมมีความรู้สึกเหมือนกับโยนของแสนรักแสนหวงลงแม่น้ำไป แต่ครั้นพอมันจมหายไป ก็ดันอยากได้มันกลับคืนมาอย่างหน้าด้านๆ
หรือว่าเราจะกลับไปหาเขา
สารภาพความรู้สึกอันนี้ให้สิ้นเรื่องไปจะดีมั้ย
ธมตั้งคำถามให้ตัวเองหลังจากที่ทนว้าวุ่นในอารมณ์อยู่เป็นนานสองนาน
ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถลบล้างทิฐิในใจออกจนหมดแล้วก็ตาม
แต่มันก็มิใช่เรื่องหมูๆอย่างที่คิดหรอก
ธมยังหวั่นไหวอยู่มากกับสิ่งที่กำลังจะเจอะเจอต่อไป
แต่มันจะแปลกอะไรเล่า
ธมจะต้องไปแยแสกับสิ่งอื่นๆอีกทำไมกัน
ในเมื่อธมกำลังจะเดินเข้าไปเผชิญกับความจริงข้างหน้า
ความจริงที่ออกมาจากใจที่ใสสะอาดของเขามิใช่หรือ
และครั้งนี้หากธมได้พบกับเขา
ศรัญ
ธมจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา
สิ่งที่ธมไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริงในโลกของ
ชาวดอกไม้
คำว่า
คิดถึง
นั่นมันน้อยนิดเกินไปเสียแล้ว
แล้ว
ธมก็ลิงโลดใจอยู่บนเรือข้ามฟากอีกครั้ง
เสียงเครื่องยนต์ดังเหมือนทุกๆครั้ง
ที่ผ่านมา แต่มันให้ความรู้สึกคละเคล้ากันอย่างบอกไม่ถูกในครั้งนี้
เหมือนเสียงหัวใจหยิ่งผยองผนวกกับความไหวหวั่นในส่วนลึก
เรือเลื่อนจากท่าพระจันทร์สู่ท่าวังหลังอย่างเอื่อยเฉื่อย
มันไม่ทันใจธมเอาเสียเลย
ผู้โดยสารในช่วงบ่ายก็มากหน่อย
เลยทำให้การเดินทางเที่ยวนี้ดูอบอุ่นพอประมาณ
กอผักตบชวาเขียวๆที่ล่องลอยอยู่ตามลำน้ำนั้นผลิดอกออกชูช่อสีม่วงอ่อนๆงามจับตา
คล้ายๆกับมันจะต้อนรับการหวนคืนของธม
แม้ว่าใจจะโหวงเหวงไปบ้าง
แต่ธมก็หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พบแววตาที่ยินดีบนใบหน้าของศรัญในการมาเยือนครั้งนี้
ประตูห้องของศรัญเปิดอยู่
ธมไม่รีรออะไรอีกแล้ว
เขาพรวดพราดเข้าไปในทันที
ธมดีใจที่พบเขาเหมือนที่คาดไว้
แต่ก็ต้องเก้อระคนผิดหวังนิดๆ
ศรัญไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
หนุ่มแปลกหน้าที่ธมไม่เคยพบหรือรู้จักมาก่อนเลยคนนั้นเป็นใครกัน
เขานอนเอาหัวเกยลำตัวของพ่อยอดดวงใจของธม
เขาคงจะคุยกันสนุกและเพิ่งจะหยุดหัวเราะไปก่อนหน้าที่ธมจะโผล่หน้าเข้ามานี่เอง
อ้าว
ว่าไงธม
หายหน้าหายตาไปเลย
มา
เข้ามาสิ
ศรัญลุกขึ้นนั่ง
สีหน้าเขาราบเรียบจนธมแอบกล้ำกลืนความผิดหวังไว้ภายใน
ในขณะเดียวกันธมก็ปลื้มจนเนื้อเต้นที่ได้พบเขา
ใจอยากจะโผเข้าหาและซบทรวงอุ่นให้สมอยาก
แต่ก็ทำได้แต่คิดเท่านั้น
ธมยิ้มแห้งๆพลางเดินไปนั่งลงบนเตียงอย่างคุ้นเคย
หนุ่มแปลกหน้าคนนั้นจ้องมองเขาอย่างงงๆ
พลางก็ดึงหนังสือเล่มบนชั้นลงมาอ่านเงียบๆ
บุคคลที่สามในห้องนี้หน้าตาท่าทางไม่เลวเลย
เขาคงจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับธมเป็นแน่
เส้นผมหยักศกของเขาคล้ายธม
แต่จมูกที่โด่งเป็นสันและริมฝีปากบางเฉียบทำให้ธมนึกอิจฉาอยู่ครามครัน..
เขาคนนั้นจะเป็นใครมาจากไหนธมยังไม่อยากจะใส่ใจ
เวลานี้ธมอยากจะออเซาะฉอเลาะกับศรัญเพียงผู้เดียวเท่านั้น
แต่รายนั้นดูไม่ใคร่จะใยดีกับการมาของธมสักเท่าไรเลย จริงอยู่หรอกว่าศรัญไม่ได้โกรธอย่างที่ธมเคยคิดเอาเอง
แต่เขาก็ทำท่าจืดจางหมางเมินจนธมแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
เจ้าของห้องเชื้อเชิญธมเข้ามาเสียอย่างดิบดี
แต่หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อยืดมาสวมพลางเดินไปหยุดที่หน้ากระจก
คว้าแปลงมาปัดๆเรือนผมให้เข้าที่
เขาพูดกับธมโดยไม่ได้หันหน้ามาเลย
สบายดีหรือเราน่ะ
แล้วนี่ลมอะไรหอมมาจนถึงนี่ล่ะ
คิดถึง
ธมทำเสียงอ้อยสร้อย
ยังเจ้าคารมเหมือนเดิมซินะ
ศรัญสัพยอกเหน็บแนม
แต่ครั้งนี้ธมไม่ยักขำ แล้วนี่ไม่สบายไปหรือเปล่า..เห็นหน้าตาเซียวๆ
โดยปกติศรัญเป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว
ธมไม่เคยถือสาเขาเลยไม่ว่าจะหยอกกันหนักหน่วงแค่ไหน
แต่หนนี้ธมแทบจะทนฟังไม่ได้
เขาทิ้งตัวลงบนฟูกเอาใบหน้าเกลือกกับหมอนเพื่อจะซ่อนเร้นอาการบางอย่างไว้
ธมไม่ได้หันไปมองเขาอีก
แต่เสียงที่เขาพูดกับหนุ่มคนนั้นทำให้ธมรู้ว่า
เขากำลังจะออกไป
จะไปเล่นไพ่
จะออกไปก็ล็อคประตูห้องด้วยก็แล้วกัน
วงไพ่ที่พูดถึงก็อยู่ข้างๆห้องนี่เอง
ศรัญเป็นเซียนพนันตัวฉกาจประจำบ้านนี้คนหนึ่ง
เรื่องนี้ธมรู้จักเขาดีพอแต่ธมไม่ต้องการขัดความสุขเล็กๆน้อยๆของเขา
ก็เพราะธมยกให้เขาเป็น บุคคลพิเศษ
ไปเสียแล้ว
อันที่จริง
วงไพ่
นั้นก็ยังดีกว่า
วงเหล้า
ก็ตรงที่ไม่ค่อยมีเสียงเอะอะให้เป็นที่รำคาญใจ
อีกอย่าง
ใช่ว่าการเล่นไพ่นั่นจะนั่นจะไร้ประโยชน์เสมอไป
มันเป็นเกมซึ่งต้องอาศัยทักษะผสมโชค
มีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้
ทว่า
วงไพ่จะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากขาด
คนขี้โกง
เข้ามาเพิ่มรสชาติ
ธมลุกชขึ้นกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องอีกครั้ง
คราวนี้เขารู้สึกโดดเดี่ยวเพราะบัดนี้เขาได้ถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง
ไม่มีแม้บุคคลที่สามคนนั้นด้วยซ้ำไป
เขาแหงนมองหลอดไฟที่ห้อยอยู่บนเพดานอย่างเพ้อฝัน
ธมตั้งใจเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องระบายความนัยที่กักเก็บออกไปเสียที
ไม่ว่าจะต้องรอนานกี่ชั่วโมงก็เถอะ
ลมที่โกรกกรูเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ธมเคลิบเคลิ้มและม่อยหลับไปในที่สุด
ตื่นขึ้นมา
เขาเดาไม่ถูกว่ามันเป็นเวลาเท่าไรแล้ว
แต่แดดที่เหือดหายไปเหลือไว้เพียงความสลัว
บอกให้รู้ว่ามันเย็นมากแล้ว
บ้านทั้งหลังเงียบสงัดเหมือนปราศจากผู้คน
ห้องข้างเคียงไม่มีเสียงอะไรกระดุกกระดิก
ธมไม่ชอบบรรยากาศพลบค่ำแบบนี้เลย
มันให้ความรู้สึกหดหู่อย่างไรพิกล
เสียงเคาะ
ประตูทำให้ธมรีบดีดตัวลุกไปเปิดหวังจะได้พบหน้าเขาคนนั้นของธม
และเริ่มความหวังอันแสนบรรเจิด
ธมหุบรอยยิ้มแทบไม่ทันเมื่อพบว่าไม่ใช่คนที่เขาอยากเจอ
แต่
เขาคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
กลับกลายเป็นผู้ชายข้างๆห้องนี่เอง
หลับไปนานเลยซินะหนุ่มน้อย
หิวหรือยังล่ะ
เห็นว่าค่ำแล้วพี่ก็เลยแวะมาชวนไปกินข้าว
ธมกวาดสายตาลอดบานประตูผ่านตัวเขาคนนั้นออกไปทั่วๆอย่างผิดหวัง
โดยไม่ใส่ใจต่อคำพูดนั้นๆ
พี่ศรัญล่ะครับ
ธมถามอย่างเลื่อนลอยไร้ที่พึ่ง
โอ้ย
ไปเอาน้ำมนต์อาไร้กับไอ้หมอนั่น
มันก็เที่ยวมั่วไปวันๆ
วงไพ่เลิกไปตั้งนานแล้ว
เสร็จแล้วก็เห็นมันออกไปกะไอ้เด็กนั่น
พักนี้เห็นคลอเคลียกันทั้งวัน
ธมยืนงงจนเขาคนนั้นต้องจารไนต่อ
ธมไม่รู้หรอกเหรอว่าไอ้ศรัญมันมีคนใหม่
อ้าว
ไหนมันบอกว่าธมรู้จักกันแล้วไง
ธมสั่นหัวเนือยๆ
พลันก็รู้สึกถึงฝ่ามือของฝ่ายนั้นโยงมาโอบหลังไหล่ของธมเหมือนพยายามปลอบ
แต่สัมผัสนั้นมันส่อถึงว่าเขาพยายามเร้าความรู้สึก
แต่ธมเองก็ยังเมินชาจนกระทั่งลมหายใจของฝ่ายนั้นพ่นใส่ใบหูนั่นแหละ
ตัดๆใจซะเถอะนะไอ้น้อง ไอ้โลกของพวกเรามันก็เงี๊ยะล่ะ ผละจากคนนี้มันก็โผเข้าหาคนนั้น ล่อกันให้เขอะไปหมด ไปเอาอะไรแน่นอนเล่า เขาเงียบไปอึดใจก่อนจะพล่ามต่อ คราวนี้ทำเสียงกระซิบกระซาบ ว่าแต่เราตอนนี้เถอะ มาหาอะไรเล่นกันหนุกๆดีมั้ยครับ
ธมมองหน้าผู้พูดอย่างพิจารณา
สีหน้าของผู้ชายคนนี้มันเป็นพ่อพระหรือหมาจิ้งจอกกันแน่
แต่ธมคิดว่ามันเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า
สายตาอีแบบนี้ใช่ว่าธมจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเสียที่ไหน
นายคนนี้ลอบมองธมด้วยแววตาแบบนี้มาหลายหนแล้ว
ที่ผ่านมาธมมีศรัญคอยเป็นผู้คุ้มครองปกป้อง
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น
ทำไมเขาถึงได้ทิ้งธมไว้ได้ลงคอ
หรือว่ามันเป็นความเห็นชอบของนายศรัญเอง
คิดเท่านั้นหูสองข้างก็ดูจะอื้ออึงไปหมด หัวใจช้ำเหมือนโดนหนีบด้วยของแข็ง ธมสลัดตัวออกจากการเหนี่ยวรั้งแล้วพาตัวเองออกมาจาก วิมานสี่เหลี่ยมนั่นโดยพลัน ใจจริงน่ะธมอยากจะหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว แต่คนอย่างธมมันก็หาได้หนีพ้นจาก ลานลั่นทมไม่ มันเสมือนอาณาจักรแห่งความเหงาไปเสียแล้ว
คืนนี้มืดสนิท
จันทร์แรมไม่เด่นดวง
ลั่นทมที่เคยชูช่อล้อลมไสว
ร่วงโรยไปไม่เหลือแม้ใบเดียว
ปราศจากกลิ่นเย้ายวน
หากเป็นไปได้ธมก็อยากจะหนีไปจากไอ้ชีวิตอาภัพนี้เสียด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังไม่กล้าสักที
ลั่นทมที่ยืนชูก้านเปล่าๆคล้ายกับว่ามันหมดชีวิตจิตใจ
แต่ไม่หรอกนะ
มันเตรียมที่จะแตกดอกออกใบใหม่ๆอีกคราว
อย่างไรก็ตาม
ไม่ว่ามันจะผลิออกมากี่ร้อยกี่พันฤดู
จบ